ส่วนรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกสองครั้งที่ผ่านมา ทั้ง เมสซี่ และ โมดริช ต้องเป็นฝ่ายแพ้ทั้งคู่ โดยในปี 2014 อาร์เจนตินาของเมสซี่แพ้ให้กับเยอรมนี 0-1 จากประตูในช่วงต่อเวลาพิเศษของ มาริโอ เกิทเซ่ ขณะที่ในฟุตบอลโลกเมื่อ 4 ปีที่แล้ว โครเอเชียของโมดริชพ่ายแพ้ให้กับฝรั่งเศส 2-4 อย่างไรก็ตามทั้งคู่ได้รับรางวัล Golden Ball หรือรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์ทั้งคู่
สถิติที่รอการทำลาย
ลิโอเนล เมสซี่ (ติดทีมชาติ 170 นัด ยิงได้ 95 ประตู)
- หากได้ลงสนามคืนนี้ เมสซี่ จะทำสถิติลงเล่นฟุตบอลโลกมากที่สุดเท่ากับ โลธาร์ มัทเธอุส ของเยอรมนี (25 นัด) และจะทำลายสถิติในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ไม่ว่าจะเป็นในนัดชิงชนะเลิศหรือนัดชิงที่ 3
- เมสซี่ ยิงในฟุตบอลโลกไปแล้ว 10 ประตู เท่ากับ กาเบรียล บาติสตูตา หากยิงได้อีกลูกก็จะทำให้เขากลายเป็นนักเตะอาร์เจนไตน์ที่ยิงในฟุตบอลโลกมากที่สุดทันที
ลูก้า โมดริช (ติดทีมชาติ 160 นัด ยิงได้ 23 ประตู)
- ถ้าได้เป็นตัวจริงคืนนี้ โมดริชจะกลายเป็นผู้เล่นเอาต์ฟิลด์ที่อายุมากที่สุดที่ออกสตาร์ท 6 เกมในฟุตบอลโลกครั้งเดียว โดยเอาชนะนิลตัน ซานโตส ปีกชาวบราซิลที่ 37 ปีในปี 1962
- โมดริช ลงเล่นในฟุตบอลโลกมากสุด (17 นัด) และลงเล่นในทัวร์นาเมนต์สำคัญ (30 นัด) ให้กับโครเอเชียมากที่สุด ก่อนถึงรอบรองชนะเลิศ
ผลงานตลอดอาชีพ
รอบรองชนะเลิศนัดนี้จะเป็นเกมที่ 1,002 ในอาชีพของเมสซี่ (ทั้งสโมสรและทีมชาติ) โดยยิงไปแล้ว 790 ประตู แอสซิสต์ 339 ครั้ง
ขณะที่ตัวเลขในอาชีพของ โมดริช ไม่สามารถวัดได้ เนื่องจากในช่วงที่เล่นให้สโมสรในโครเอเชียและบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา ไม่มีการบันทึกไว้อย่างละเอียดนัก
ทั้งคู่ได้รับรางวัล บัลลงดอร์ รวมกันถึง 8 ครั้ง โดย เมสซี่ ได้ไป 7 ครั้ง ส่วน โมดริช 1 ครั้ง แต่ โมดริช คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ถึง 5 สมัย ขณะที่ เมสซี่ ได้ไป 4 ครั้ง