อย่างไรก็ตามหากนับเฉพาะศึกฟุตบอลยูโร ถือว่า อาดิดาส ยังเป็นเบอร์ 1 มาตลอด โดยนับตั้งแต่ในศึกยูโร 1996 จนถึง ยูโร 2016 อาดิดาสครองแชมป์จำนวนทีมที่ใช้ชุดแข่งของพวกเขาทุกครั้ง ขณะที่ทีมแชมป์ยูโร 5 จาก 6 ครั้งหลัง ก็ใช้ชุดแข่งของอาดิดาสทั้งสิ้น มีเพียงยูโรครั้งล่าสุด (2016) ที่ทีมแชมป์อย่างโปรตุเกส ใช้ชุดแข่งของไนกี้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่นั่นก็เป็นสัญญาณที่ทำให้เห็นว่า ไนกี้ เริ่มขยับเข้าใกล้ตำแหน่งหมายเลข 1 เข้ามาเรื่อยๆ
จนกระทั่งในศึกฟุตบอลยูโร 2020 ครั้งนี้ ไนกี้ ก็สามารถโค่นบัลลังก์แชมป์จากอาดิดาสได้สำเร็จเป็นครั้งแรก โดยมี 9 ทีมที่ใช้ชุดแข่งของพวกเขา ประกอบไปด้วยโครเอเชีย, อังกฤษ, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เนเธอร์แลนด์, โปแลนด์, โปรตุเกส, สโลวะเกีย และตุรกี ส่วนทีมที่ใช้ชุดแข่งของอาดิดาส มีทั้งสิ้น 8 ทีม นอกจากนี้ยังมี พูม่า อีก 4 ทีม รวมถึง ฮัมเมล, โจม่า และจาโก้ อีกอย่างละ 1 ทีม
การขับเคี่ยวของทั้งสองค่ายไม่ได้อยู่แค่จำนวนทีม แต่รวมถึงเรื่องมูลค่าในสัญญาที่ทั้งไนกี้และอาดิดาสลงทุนไปกับแต่ละชาติด้วย โดยไนกี้ต้องจ่ายให้บรรดาทีมที่ใช้ชุดแข่งของพวกเขาทั้ง 9 ทีมรวมแล้วเป็นจำนวนถึง 101.5 ล้านปอนด์ต่อปี ขณะที่อาดิดาสจ่ายให้ทั้ง 8 ทีมรวมเป็นเงิน 91.7 ล้านปอนด์ต่อปี โดยสัญญาที่มีมูลค่าสูงสุดในบรรดา 24 ทีมของศึกยูโรครั้งนี้ก็คือสัญญาระหว่างอาดิดาสกับทีมชาติเยอรมนี ที่มีมูลค่าสูงถึง 56 ล้านปอนด์ต่อปีทีเดียว