เริ่มกันที่ โปรตุเกส ที่มาบอลโลกหนนี้ พร้อมดีกรีแชมป์ยุโรปทีมล่าสุด ยังพยายามปั้นเด็กรุ่นใหม่เพื่อคอยหนุนหลัง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แบบต่อเนื่อง โดยทั้งดาวรุ่งอย่าง กอนซาโล่ กูเอเดส, แบร์นาโด้ ซิลวา และ อันเดร ซิลวา ถูกผลักดันขึ้นมามีบทบาทร่วมกับ CR7 ผู้ที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในยูโร 2016 อีกทั้งกุนซือ เฟร์นานโด ซานโตส ยังมีกองกลางเลือกใช้งานแบบเหลือเฟือ รวมถึงยังมีผู้เล่นมากประสบการณ์อย่าง เจา มูตินโญ่ , เปเป้ เและ ริคาร์โด้ กวาเรสม่า ที่คอยสนับสนุนแข้งดาวรุ่งในทีม
ในรอบสุดท้ายนี้ ทีมฝอยทองคว้าแชมป์กลุ่มในรอบคัดเลือกแบบไม่ยากเย็น ชนะ 9 ใน 10 นัด แต่ว่างานหินที่รออยู่ข้างหน้า ตัวหลักของทีมอย่าง เจา มาริโอ และ ราฟาเอล เกร์เรโร่ ยังไม่คืนฟอร์มเท่าที่ควร โดยเกมแรกต้องประเดิมสนามพบกับแชมป์โลก ปี 2010 อย่าง สเปน
มาต่อกันที่ สเปน แม้ว่าก่อนหน้านี้ ต้องใช้เวลาฟื้นตัวสักพักใหญ่หลังล้มเหลวในฟุตบอลโลก 2014 และตามด้วยยูโร 2016 แต่ว่า ฆูเลน โลเปเตกี ก็ประสานงานต่อจาก บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ได้ไร้ที่ติ นำทัพ กระทิงดุ เปิดบ้านถล่ม อิตาลี 3-0 คว้าแชมป์กลุ่ม ผ่านเข้ารอบสุดท้าย แบบสบายๆนอกจากประสบการณ์ที่เคียวกราดของ เซร์คิโอ รามอส, อันเดรส อิเนียสต้า, ดาบิด ซิลบา และ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ สเปนยังมีขุนพลพลังหนุ่มที่พร้อมขับเคลื่อนทีม อย่าง อิสโก้ และ มาร์กอส อเซนซิโอ สองคู่หูจาก เรอัล มาดริด รวมไปถึง ดิเอโก้ คอสต้า ลงยืนในแดนหน้า อีกทั้งยังมี ดาบิด เด เคอา ยืนเฝ้าเสา เรียกได้ว่า ทัพกระทิงดุชุดนี้ แกร่งไม่แพ้ในปี 2010 เลยทีเดียว