เนชั่นทีวี

กีฬา

"ฝรั่งเศส" พร้อมตัดเชือก"อินทรีเหล็ก"

07 ก.ค. 2559 | Ekkapon

"ฝรั่งเศส" พร้อมตัดเชือก"อินทรีเหล็ก"

ศึกฟุตบอลยูโร 2016 รอบรองชนะเลิศ คู่ที่ 2 ที่สต๊าด เวโลโดรม เมืองมาร์กเซย ในวันที่ 7 กรกฎาคม เวลา 02.00 น. "ตราไก่" ฝรั่งเศส เจ้าภาพจะลงสนามพบ "อินทรีเหล็ก" เยอรมนี โดยเจ้าภาพเพิ่งจะโชว์ฟอร์มอย่างยอดเยี่ยมในรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยการถล่มไอซ์แลนด์ 5-2 ขณะที่เยอรมนี เอาชนะ "อัซซูรี" อิตาลี หวุดหวิดด้วยการดวลจุดโทษ หลังจากเสมอกันใน 120 นาทีมา 1-1


ก่อนเกมนี้ ฝรั่งเศส ของกุนซือ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ มีความพร้อมมากกว่าคู่แข่งอยู่พอสมควร เมื่อจะยังมีผู้เล่นตัวหลักๆ ลงสนามได้ครบเมื่อจะได้ อาดิล รามี แนวรับ กับ เอ็นโกโล กองเต ในแดนกลางกลับมาสู่ทีมอีกครั้ง ทำให้เดส์ชองส์ จะตัดสินใจอีกครั้งว่าจะให้ทั้งคู่กลับสู่ 11 ตัวจริงหรือไม่ หลังมีการปรับระบบการเล่นและทีมเล่นได้ดีในรอบที่ผ่านมา
โดยกุนซือฝรั่งเศส น่าจะยึดระบบการเล่นแบบ 4-2-3-1 ที่ได้ผลมาแล้ว 2 นัด ด้วยการเอา อองตวน กรีซมันน์ เข้าเป็นเล่นเป็นกองหน้าตัวต่ำหลัง โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ซึ่งทั้งคู่ประสานงานกันทำให้ทีมได้ประตูมาแล้ว 2 นัดติดต่อกัน


แนวรับแม้จะได้ อาดิล รามี พ้นโทษแบนกลับมา แต่มีโอกาสที่ ซามูเอล อุมติตี จะยืนเป็นเซ็นเตอร์แบ็กร่วมกับ โลรองต์ กอสเซลนี ต่อไป ขณะที่ฟูลแบ็กยังเป็น บาคารี ซาญา กับ ปาทริซ เอฟรา และแดนกลางเชื่อว่า เดส์ชองส์ จะให้ ปอล ป็อกบา กับ กองเต เล่นเป็นมิดฟิลด์คู่กลาง และฉีกเอา แบลส มาตุยดี ไปเล่นทางซ้าย และขยับเอา ดิมิทรี ปาเยต์ ไปเล่นทางขวา
 หรืออาจจะใช้ผู้เล่นแดนกลางและเกมรุกจากเกมที่แล้วทั้งชุดโดยมี มุสซา ซิสโซโก เป็นตัวจริงได้ เป็นตัวจริงแทน กองเต และเล่นเกมรุกทางขวา และใช้ ป็อกบา กับ มาตุยดี เป็นมิดฟิลด์คู่กลาง ซึ่งการเล่นทั้งสองแบบจะเปิดโอกาสให้ อองตวน กรีซมันน์ ไปประสานงานเกมรุกตรงกลางร่วมกับ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ หัวหอกที่น่าจะฟิตลงสนามจากการเจ็บเข่าได้เหมือนกัน

ด้าน เยอรมนี ของกุนซือ โยอาคิม เลิฟ มีปัญหาอย่างหนักทั้งเรื่องผู้เล่นหลักบาดเจ็บและติดโทษแบน แต่เลิฟยืนยันทีมพร้อมสำหรับเกมนี้แม้จะต้องเล่นกับเจ้าภาพ แต่ก็เชื่อมั่นว่าลูกทีมจะรับกับสถานการณ์ได้ เพราะก่อนหน้านี้เคยถล่ม บราซิล 7-1 เจ้าภาพฟุตบอลโลก 2014 ในรอบรองชนะเลิศมาแล้ว
ขณะที่ตัวผู้เล่นอินทรีเหล็กมีปัญหาตั้งแต่แนวรับเมื่อจะไม่มี มัตส์ ฮัมเมลส์ เซ็นเตอร์แบ็กตัวหลักที่ติดโทษแบน จึงต้องปรับกันหลายจุดมีโอกาสสูงที่จะปรับจากระบบ 3-5-2 ที่เล่นในเกมกับอิตาลีมาเป็น 4-2-3-1 เนื่องจาก มัตส์ ฮุมเมลส์ ติดโทษแบน และจะให้ เบเนดิกท์ โฮเวเดส 1 ใน 3 เซ็นเตอร์แบ็กเกมล่าสุดมาเป็นเซ็นเตอร์คู่กับ เฌอโรม บัวเตง แม้จะมี สโคดราน มุสตาฟี ที่ได้เล่นตัวจริงในเกมแรกที่ชนะยูเครนเป็นทางเลือกอีกทาง

แดนกลางเป็นที่แน่นอนแล้วว่า ซามี เคดิรา ที่เจ็บต้นขาจะไม่สามารถลงสนามได้ อีกทั้ง บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ กัปตันทีมยังต้องลุ้นทดสอบความฟิตจากอาการที่หัวเข่ามีโอกาสลงสนามไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นเลิฟอาจจะต้องใช้ตัวเลือกอื่นๆ คือ เอมเร ชาน หรือ ยูเลียน ไวเกิล ดาวรุ่งของดอร์ทมุนด์ ซึ่งจากประสบการณ์ในระดับนี้ของทั้งคู่ เลิฟ น่าจะเลือก ชาน ลงมาคู่กับ โทนี โครส มากกว่า
ขณะที่แนวรุกจะไม่มี มาริโอ โกเมซ หัวหอกตัวเป้าที่มีเพียงคนเดียวในทีมชุดนี้เพราะเจ็บต้นขาหมดสิทธิ์ลงสนามในยูโรครั้งนี้ไปแล้ว ทำให้อาจจะมีเรื่องเซอร์ไพรส์ในเกมนี้ด้วยการส่ง เลอรอย ซาเน กองหน้าดาวรุ่งวัย 20 ปีลงมาเป็นตัวจริง หลังจากที่ดาวรุ่งรายนี้ได้ร่วมซ้อมกับ 11 ตัวจริง ขณะที่ตัวเลือกอื่นๆ ยังมี โธมัส มุลเลอร์ กับ มาริโอ เกิตเซ ที่เล่นหน้าเป้าได้เช่นกัน ส่วนตัวรุกอีก 2 คนน่าจะเป็น เมซุต โอซิล และยูเลียน ดรักซ์เลอร์

สำหรับสถิติที่พบกันมาของคู่นี้ 27 ครั้งเป็นฝรั่งเศส ที่มีสถิติดีกว่าชนะไปแล้ว 12 ครั้ง เยอรมนีชนะ 9 ครั้ง และเสมอกันอีก 6 ครั้ง แต่ทั้งสองทีมยิงประตูกันได้ 43 ประตูเท่ากัน และในเกมที่พบกันในทัวร์นาเมนต์รอบสุดท้ายทั้งฟุตบอลโลกและยูโร เป็นเยอรมนี ที่ผลงานดีกว่าจากการที่เจอกัน 4 ครั้ง เยอรมนีชนะ 3 ครั้งในฟุตบอลโลกป 1982, 1986 รวมทั้งเพิ่งชนะ 1-0 ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2014 ขณะที่ชัยชนะของฝรั่งเศสเพียงครั้งเดียวเกิดขึ้นตั้งแต่ฟุตบอลโลกปี 1958 ด้วยสกอร์ 6-3

ข่าวล่าสุด