การแข่งขันของคู่นี้มีขึ้น ที่สต๊าด เดอ ลียง โดยฝั่งโปรตุเกส ของเฮดโค้ช เฟอร์นันโด ซานโตส ยังไม่เคยเอาชนะคู่แข่งได้ใน 90 นาที นับตั้งแต่รอบแรก แต่มาถึงรอบรองชนะเลิศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายก่อนเกมนี้ โดยข่าวดีคือผู้เล่นทุกคนต่างกลับมาซ้อมได้หมด หลังจาก ราฟาเอล เกอร์เรโร กับ อังเดร โกเมส มีปัญหาการบาดเจ็บจนไม่มีชื่อในเกมที่เล่นกับโปแลนด์ ส่วนข่าวร้ายคือจะไม่มี วิลเลียม คาร์วัลโญ่ กองกลางตัวหลักที่เป็นตัวจริงมาตลอดเนื่องจากติดโทษห้ามแข่ง จากการสะสมครบ 2 ใบเหลือง ต้องพัก 1 นัดตามกฏ
แนวรับ เปเป้ กองหลังคนสำคัญมีอาการเจ็บต้นขา แต่น่าจะผ่านการทดสอบความฟิตว่าจะลงมาคู่กับ ชูเซ ฟอนเต เป็นคู่เซ็นเตอร์แบ็กเหมือนรอบแพ้คัดออก 2 นัดที่ผ่านมาได้หรือไม่ หากลงไม่ได้จะเป็น ริคาร์โด คาร์วัลโญ่ หรือ บรูโน อัลเวส ที่ได้เล่นแทน แต่แบ็กซ้าย ราฟาเอล เกอร์เรโร น่าจะได้กลับมาประจำการ ส่วนทางขวายังเป็น เซดริก ซัวเรซ แม้ว่าในเกมล่าสุดจะผิดพลาดทำให้ โปแลนด์ ยิงประตูออกนำก่อน
แดนกลางเมื่อไม่มี วิลเลียม คาร์วัลโญ จำเป็นต้องปรับมิดฟิลด์คู่กลางใหม่ ดานิโล จะกลับมาเป็นตัวจริงในตำแหน่งกองกลางตัวรับ และยืนตรงกลางร่วมกับ เจา มูตินโญ จะได้กลับมาเป็นตัวจริง
ขณะที่การเปิดเกมรุกจะเป็นหน้าที่ของ เรนาโต ซานเชส ดาวรุ่งวัย 18 ปีที่จะได้ลงตัวจริงต่อเนื่องเป็นนัดที่ 2 กับ เจา มาริโอ ส่วนคู่กองหน้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใช้ คริสเตียโน โรนัลโด้ คู่กับ หลุยส์ นานี่
ขณะที่ เวลส์ ของผู้จัดการทีม คริส โคลแมน มีปัญหาเรื่องความพร้อมมากกว่า แม้จะไม่มีปัญหาเรื่องผู้เล่นเจ็บ แต่มีผู้เล่นติดโทษห้ามแข่งถึง 2 คนคือ เบน เดวิส และ แอรอน แรมซีย์ ทำให้ต้องมีการปรับทีมทั้งแนวรับและแดนกลาง แต่ยังคงยึดระบบ 5-3-2 ที่ใช้มาตั้งแต่เกมนัดแรก
แนวรับเมื่อไม่มี เดวิส ในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กฝั่งซ้ายทาง โคลแมน มีทางเลือก 2 ทางด้วยการส่ง เจมส์ คอลลินส์ ลงมาเป็นเซ็นเตอร์แบ็กร่วมกับ แอชลีย์ วิลเลียมส์ และ เจมส์ เชสเตอร์ ส่วนอีกทางเลือกคือส่ง แจซซ์ ริชาร์ดส์ ลงมาเล่นเป็นแบ็กขวาและให้ คริส กันเทอร์ ขยับจากแบ็กขวาไปเล่นเซ็นเตอร์แบ็ก แต่เชื่อว่าโคลแมน อยากจะให้ กันเทอร์ เป็นฟูลแบ็กมากกว่าเพราะเพิ่งจะเติมเกมขึ้นมาเปิดบอลให้ทีมได้ประตูที่ 3 ในเกมกับเบลเยียม
แดนกลางเมื่อไม่มีกองกลางคนสำคัญอย่าง แรมซีย์ มีทางเลือกในการปรับทีม 2 ทางเช่นกันคือ แอนดี คิง กองกลางจากเลสเตอร์ ที่ลงเป็นตัวสำรองแทน แรมซีย์ ในเกมล่าสุด กับอีกทางคือ โจนาธาน วิลเลียมส์ จาก คริสตัล พาเลซ ซึ่งน่าจะเป็น วิลเลียมส์ ที่มีโอกาสลงตัวจริงก่อน เนื่องจาก โคลแมน ต้องการความขยัน
ทำให้จะได้ลงมาเป็น 3 กองกลางกับ โจ เลดลีย์ และ โจ อัลเลน ส่วนคู่กองหน้ายังเป็น แกเรธ เบล กับ ฮาล ร็อบสัน คานู ที่เพิ่งยิงประตูสุดสวยในเกมล่าสุด น่าจะมีโอกาสก่อน แซม โวลค์ส เพราะมีดีกว่าในเรื่องความคล่องตัว ซึ่งโคลแมน เชื่อว่าลูกทีมจะสู้กับผู้เล่นชื่อดังอย่าง โรนัลโด้ ได้ เพราะในรอบที่ผ่านๆ มา ก็สู้กับนักฟุตบอลระดับดารามาแล้วหลายราย
เกร็ดเพิ่มเติมที่น่าสนใจ
- นี่เป็นครั้งที่ 4 ที่คู่นี้เจอกัน แต่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มิถุนายน 2000 ซึ่งโปรตุเกสชนะ 3-0 ในเกมกระชับมิตร
- นี่เป็นครั้งแรกที่คู่นี้เจอกันในเกมอย่างเป็นทางการ โดย 3 ครั้งแรกเป็นเกมกระชับมิตรทั้งหมด
- 3 เกมที่เจอกันก่อนหน้านี้มีประตูเกิดขึ้น 11 ลูก โดยเวลส์ยังไม่สามารถทำคลีนชีตได้ในการเจอโปรตุเกส
- ฝอยทองผ่านเข้ารอบตัดเชือกเป็นครั้งที่ 5 จาก 7 เกมที่เข้าร่วมในยูโร รอบสุดท้าย โดยนับตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้ารอบเมื่อปี 1984 มีเพียงเยอรมันที่ผ่านเข้าถึงรอบ 4 ทีมสุดท้ายได้มากกว่า (6)
- อย่างไรก็ตาม โปรตุเกสลงเล่นเป็นจำนวนนัดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ยูโร โดยไม่เคยคว้าแชมป์ (33 เกม, 0 โทรฟี่) โดยครั้งเดียวที่เข้าชิง จบลงด้วยความพ่ายแพ้ต่อกรีซ 0-1 เมื่อปี 2004
- 3 เกมหลังสุดที่โปรตุเกสเล่นรอบน็อกเอาต์ ยูโร ต้องเล่นถึงช่วงต่อเวลาพิเศษทั้งหมด ซึ่งรวมถึง 2 ครั้งที่ดวลจุดโทษ (กับสเปนรอบตัดเชือก ปี 2012 และกับโปแลนด์ รอบก่อนรองชนะเลิศ ปีนี้)
- โปรตุเกสไม่แพ้ใน 12 เกมอย่างเป็นทางการยุค แฟร์นันโด ซานโตส (ชนะ 8 เสมอ 4) โดยทั้ง 8 เกมเป็นการชนะด้วยประตูห่างแค่ลูกเดียว
- โปรตุเกสยังไม่ชนะในช่วงเวลาปกติของยูโรครั้งนี้
- นี่เป็นผลงานที่ดีที่สุดของเวลส์ในรายการใหญ่ หลังจากฟุตบอลโลก 1958 ซึ่งโดนเขียตกรอบก่อนรองชนะเลิศ โดยแพ้ต่อแชมป์ในบั้นปลายอย่างบราซิล
- เวลส์แพ้แค่ 2 จาก 10 เกมหลังสุดในรายการใหญ่ โดยทั้ง 2 เกมเป็นการแพ้แค่ประตูเดียว (แพ้บราซิล 0-1 ฟุตบอลโลก 1958, แพ้อังกฤษ 1-2 ในยูโร 2016)
- มีเพียงฝรั่งเศสที่ยิงประตู (11) ได้มากกว่าเวลส์ (10) ในยูโรหนนี้
- โปรตุเกสชนะ 3 จาก 4 ครั้งที่ดวลจุดโทษในรายการใหญ่ (75%) โดยในบรรดาชาติยุโรปที่ต้องดวลจุดโทษอย่างน้อย 4 ครั้ง มีเพียงเยอรมันที่มีอัตราชนะเหนือกว่า (86%, 6 จาก 7)
- อย่างไรก็กตาม โปรตุเกสยังไม่เคยได้ประตูจากจุดโทษในช่วงเวลาปกติหรือต่อเวลาพิเศษในยูโร รอบสุดท้าย (33 เกม)
- ครั้งเดียวที่โปรตุเกสได้จุดโทษ เกิดขึ้นในเกมกับออสเตรีย รอบแบ่งกลุ่ม ปีนี้ แต่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยิงพลาด
- ครั้งเดียวก่อนหน้านี้ที่โปรตุเกสเล่นในสนามพาร์ค โอลิมปิก เลออนเน่ส์ จบลงด้วยผลเสมอ 3-3 กับฮังการี ในรอบแบ่งกลุ่มปีนี้
- คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ลงเล่นในยูโร รอบสุดท้าย มากกว่าผู้เล่นรายอื่น (19) โดย 2 ประตู 1 แอสซิสต์ของเขาในยูโรครั้งนี้ เกิดขึ้นในสนามพาร์ค โอลิมปิก เลออนเน่ส์ ในเกมกับฮังการี
- โรนัลโด้ ตามหลังสถิติทำประตูสูงสุดในยูโร รอบสุดท้าย ของ มิเชล พลาตินี่ (9) เพียงแค่ประตูเดียว
- โรนัลโด้ ยิงได้แค่ 2 ประตูจาก 13 เกมรอบน็อกเอาต์ในรายการใหญ่ (รอบรองฯ ยูโร 2004, รอบก่อนรองชนะเลิศ ยูโร 2012)
- คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ทำประตูไม่ได้เลยจากการยิงฟรีคิก 41 ครั้งในทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ (ฟุตบอลโลก+ยูโร)
- ในทางกลับกัน เพื่อนร่วมทีมเรอัล มาดริดอย่าง แกเร็ธ เบล ทำ 2 ประตูจากการยิงฟรีคิก 5 ครั้งในยูโรครั้งนี้
- เบล ยิงเข้ากรอบมากกว่าผู้เล่นรายอื่นในยูโร ครั้งนี้ (14) และทำได้ 3 ประตู
- ในรอบก่อนรองชนะเลิศ เรนาโต้ ซานเชส กลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูในรอบน็อกเอาต์ ยูโร (18 ปี 10 เดือน)
- เวลส์จะไม่มี อารอน แรมซี่ย์ ซึ่งมีส่วนร่วมทำประตูและแอสซิสต์ถึง 5 จาก 8 ประตูหลังสุดที่ผู้เล่นเวลส์ทำประตูได้
- ฮัล ร็อบสัน-คานู ทำประตูในทีมชาติช่วง 4 เกมหลังเท่ากับที่ทำได้ใน 30 เกมก่อนหน้านั้น