นายอนุทิน กล่าวอีกว่า เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วประเทศไทยได้เป็นเจ้าจัดการประชุม IMF-World Bank ซึ่งภายในการประชุมได้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างงาน ภายใต้การรับมือกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป วัยทำงานลดลง ผู้สูงวัยเกษียณอายุ มีความต้องการทางสุขภาพ การดูแลที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ประเทศต้องคิดยุทธศาสตร์ใหม่ จัดกำลังคนและระบบงบประมาณอย่างไรเพื่อให้ดูแลสุขภาพประชาชนได้อย่างเต็มที่ โดยรายงานของธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่าประเทศไทยจะเข้าสู่จุดสูงสุดของสังคมผู้สูงวัยในปี พ.ศ. 2576 (ค.ศ. 2033) หรือในอีก 7 ปีข้างหน้า จึงเสนอให้ไทยปรับระบบสุขภาพมุ่งเน้นไปสู่การสร้างเสริมป้องกันโรค ซึ่งก็ตรงกับแนวทางที่ประเทศไทยได้เดินหน้าตลอดช่วงที่ผ่านมา
นายอนุทิน กล่าวว่า นอกจากนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างเสนอตัวเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประเทศ ซึ่งระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และความเข้มแข็งด้านสาธารณสุขเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับประเทศ เช่นเดียวกับระบบอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ก็เป็นอีกกลไกที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอว่าเป็น ฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้ระบบสาธารณสุขไทยมีความเข้มแข็ง แต่กลไกเหล่านี้ก็ต้องมีการพัฒนาขึ้นตลอดเวลา ต้องทำให้ อสม. เข้ามาเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า วันนี้ในส่วนของรัฐบาลก็ยังมีนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรม Wellness ในความหมายที่กว้างขึ้น ครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพทั้งกายและใจ โภชนาการ การออกกำลังกาย การป้องกันโรค การฟื้นฟู และการชะลอวัย การเตรียมพร้อมก่อนชรา โดยจะส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่โรงพยาบาล คลินิก ผู้ประกอบการท้องถิ่น ไปจนถึงธุรกิจอาหารและสมุนไพร พร้อมทั้งนำภูมิปัญญาดั้งเดิม เช่น แพทย์แผนไทย สมุนไพร การนวด และแพทย์ทางเลือก มาผสมผสานกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพตลาดสุขภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ
“สมัชชาสุขภาพเป็นพื้นที่สำคัญมาก ในการเชื่อมผู้คน องค์ความรู้ ทุกภาคส่วนที่มีหน้าที่กำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ประเทศ จึงหวังว่าการประชุมสมัชชาสุขภาพครั้งนี้ จะเป็นอีกครั้งที่เราได้นำข้อเสนอจากทุกภาคส่วน มาผสานรวมเข้ากับการพัฒนานโยบายและแผนของประเทศ ทั้งในด้านสุขภาพ สวัสดิการคนทำงาน ไปจนถึงอุตสาหกรรมสุขภาพ จึงขอย้ำอีกครั้งว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับสุขภาพที่ดีของประชาชนเป็นรากฐานสำคัญ และยืนยันว่าจะให้การสนับสนุนนโยบายภาคสาธารณสุขในยุคพัฒนานี้อย่างเต็มที่” นายกรัฐมนตรี กล่าว
ขณะที่ พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ประธานคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) ครั้งที่ 19 พ.ศ. 2569 กล่าวว่า สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เป็นกระบวนการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และเป็นพื้นที่กลางให้ทุกภาคส่วนในสังคม ได้เข้ามามีส่วนร่วมตามแนวทางประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม สู่การสร้างความเป็นเจ้าของนโยบายสาธารณะร่วมกัน ตั้งแต่ร่วมสะท้อนปัญหา ร่วมกำหนดเป้าหมายและทิศทาง ร่วมพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย และสานพลังการขับเคลื่อนหนุนเสริมซึ่งกันและกัน รวมทั้งติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย ยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ทุกฝ่าย นับเป็นกระบวนการสร้างสังคมสุขภาวะในมิติใหม่
พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า การประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 นี้ คจ.สช. ได้กำหนดประเด็นหลักคือ “สังคมอยู่ดีมีพลัง: นโยบายสาธารณะเชิงบวกด้วยหัวใจ” ซึ่งหมายถึงการร่วมกันสร้างนโยบายที่มองเห็นโอกาสและศักยภาพของผู้คน รับฟังและเข้าใจความต้องการของประชาชนด้วยความใส่ใจ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะอย่างยั่งยืน พร้อมเสริมพลังให้ทุกคนมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนสังคมให้ดีขึ้นร่วมกัน
ด้าน นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า หลักการสำคัญของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ นอกจากเป็นกระบวนการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในสังคมแล้ว ยังถือเป็นกระบวนการของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมผ่านการถกแถลง เพื่อให้คนในสังคมได้เรียนรู้ ยอมรับ และเข้าใจในความแตกต่าง รวมทั้งเป็นกระบวนการทำงานด้วยยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ในการขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาที่ยากและซับซ้อน โดยการสานพลังขององค์ประกอบสามภาคส่วน คือ พลังทางปัญญา พลังทางสังคม และพลังทางภาครัฐ-การเมือง
นพ.สุเทพ กล่าวว่า การประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ในช่วง 2 วันนี้ มี 3 ระเบียบวาระที่เข้าสู่การพิจารณา ประกอบด้วย 1. การสร้างสุขภาวะด้วยธรรมชาติ 2. การยกระดับระบบนิเวศช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิตของกลุ่มเริ่มต้นทำงาน 3. ฮีลใจคนรุ่นใหม่: เสริมพลังคนรุ่นใหม่ผ่านระบบสุขภาวะทางจิตเชิงรุกและมีส่วนร่วม ซึ่งหากที่ประชุมให้การรับรองอย่างเป็นฉันทมติต่อระเบียบวาระดังกล่าว ก็จะนำเสนอต่อคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) และที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาใช้เป็นกรอบการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป