อย่างไรก็ตาม ระบบกฎหมายของไทยแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ทั้งโครงสร้างอำนาจการสอบสวนการดำเนินคดีในชั้นศาลที่ใช้ระบบลูกขุนซึ่งแตกต่างกับของประเทศไทย
แต่หากมองหาโมเดลที่ใกล้เคียงและมีความเหมาะสมกับประเทศในเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น หรือ เกาหลีใต้ มีต้นแบบที่ชัดเจน โดยเฉพาะ สำนักงานอัยการเกาหลีใต้ (ที่กรุงโซล) ซึ่งมีบุคลากรหลักพันคน และมี “หน่วยบังคับใช้กฎหมาย” ของตนเอง มีเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนที่พร้อมออกปฏิบัติการลุยจับกุมและตรวจค้นได้ทันทีตามคำสั่งอัยการ ซึ่งเป็นรูปแบบที่อัยการไทยมีความจำเป็นต้องมีในปัจจุบัน
อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ได้บอกเล่าเคสตัวอย่างที่สะท้อนภาพความยากลำบากในการทำงานที่ผ่านมาในคดีความผิดนอกราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายให้สำนักงานการสอบสวนรับผิดชอบโดยเป็นคดีลักลอบนำเข้าเกล็ดลิ่น (ตัวนิ่ม) น้ำหนักกว่า 500 กิโลกรัม เข้ามาในราชอาณาจักร
ซึ่งคดีดังกล่าวเดิมทีอยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจ ปทส. (กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) แต่ผ่านมา 2 ปีคดีไม่มีความคืบหน้า ผู้กล่าวหาจึงมาร้องต่อสำนักงานการสอบสวน ทางอัยการสำนักงานการสอบสวนจึงทำหนังสือเสนออัยการสูงสุดเพื่อขอให้เปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจสอบสวนทางอัยการสูงสุดเห็นชอบจึงมอบ อัยการสำนักงานการสอบสวนเข้ามารับผิดขอบแทน ทีมพนักงานสอบสวนของอัยการได้ทำการสืบสวน สอบสวน ออกหมายเรียก และรวบรวมพยานหลักฐานด้วยตนเองจนกระทั่งพบตัวผู้กระทำผิดที่มีทั้งเจ้าพนักงานของรัฐและบริษัทชิปปิ้งมีผู้ต้องหาคนที่เกี่ยวข้อง
แต่ปัญหาอุปสรรคหน้างานก็เกิดขึ้นทันที เนื่องจากสำนักงานอัยการไม่มีเจ้าหน้าที่สืบสวนตรวจค้นจับกุมแต่อย่างใดพูดง่ายง่ายมีแต่คนสอบสวนแต่ไม่มีคนตรวจค้นจับกุมทั้งที่หน่วยงานอื่นที่มีอำนาจสอบสวน ทั้งตำรวจ Dsi ฝ่ายปกครอง ก็มี แต่อัยการไทย กฎหมายให้มีอำนาจสอบสวนแต่ไม่มีเจ้าหน้าที่สืบสวนตรวจค้น
คดีนี้มีปัญหาตั้งแค่ขอหมายจับซึ่งทางอัยการต้องดำเนินการเองเมื่อได้หมายจับมาแล้วทางอัยการสอบสวนได้ส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมอบหมายให้ตำรวจติดตามจับกุมให้ ซึ่งอาจล่าช้าเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมีภารกิจอื่นจำนวนมาก
คณะทำงานจึงต้องกลับมาทบทวนข้อกฎหมายอย่างละเอียด โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 ประกอบกับ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่า เมื่อพนักงานอัยการได้รับมอบหมายให้เป็นพนักงานสอบสวนแต่เพียงฝ่ายเดียว (ไม่ได้สอบสวนร่วมกับตำรวจหรือ DSI) ให้ถือว่าพนักงานอัยการมีสถานะเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ทำให้มีอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับเจ้าพนักงานตำรวจตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานำมาสู่ ปฏิบัติการครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่พนักงานอัยการต้องนำกำลังไปจับกุมผู้ต้องหาด้วยตนเอง โดยในวันดังกล่าวสืบทราบว่าผู้ต้องหาวัย 59 ปี กำลังยืนผัดก๋วยเตี๋ยวขายอยู่ แม้ว่าเป้าหมายจะไม่มีอาวุธและมีเพียงตะหลิวทำอาหาร แต่คณะทำงานอัยการที่จะไปจับกุมก็ยอมรับว่ามีความกังวลและต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก เพราะเป็นการปฎิบัติการครั้งแรกของเรา
เหตุการณ์นี้จึงเป็นเครื่องตอกย้ำว่า หากในอนาคตเป็นคดีอาชญากรรมข้ามชาติหรือเครือข่ายผู้มีอิทธิพลที่มีอาวุธครบมือ หรือจับเจ้าหน้่าที่รัฐที่ทำผิดกฎหมายพนักงานอัยการสามารถลงไปปฏิบัติการภาคสนามด้วยตนเองได้หรือไม่หากไม่มี “เจ้าหน้าที่สืบสวนมืออาชีพ” ที่จะคอยสนับสนุน จากข้อจำกัดดังกล่าว
จากวิสัยทัศน์เชิงรุกของอัยการสูงสุด ทำให้เรื่องนี้กลับมาขับเคลื่อนอีกครั้งอย่างเป็นรูปธรรมในยุคการบริหารงานของนายโกวิท อัยการสูงสุดคนปัจจุบัน
ตนจึงมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะผลักดันมาตรการเชิงรุกในการจัดตั้งหน่วยงานสนับสนุนการปฏิบัติงาน ที่เป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนสังกัดสำนักงานอัยการ
ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่สืบสวนอัยการเคยผ่านการอนุมัติเห็นชอบจากคณะกรรมการอัยการเรียบร้อย 53 ตำเเหน่งซึ่งตอนนั้นมีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมคัดเลือกขอโอนมาหลายร้อยคน เเต่เรื่องนี้ไม่ได้อนุมัตการดำเนินการจากผู้บริหารในขณะนั้น แตในยุคผู้นำองค์กรอัยการสูงสุดในปัจจุบันท่านอัยการสูงสุดนายโกวิทมีแนวทางเห็นด้วยและต้องการให้เกิดขึ้นตนจะเสนอขอให้มีเจ้าหน้าที่สืบสวนฝ่ายอัยการโดยมุ่งเน้นการคัดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถจากหน่วยงานด้านความมั่นคง ตำรวจ ,ดีเอสไอ ,ทหาร หรือ ป.ป.ส. หรือเจ้าหน้าทีรัฐที่ผ่านการฝึกอบรมยุทธวิธีมาร่วมทีมเพราะมีการจัดอบรมเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทักษะการใช้อาวุธความรู้ด้านการสืบสวนจับกุมตรวจค้นการปฎิบ้ติด้านยุทธวิธีซึ่งสามารถขอให้ทางทหารหรือตำรวจที่มีความรู้ความสามารถมาฝึกฝนให้ความรู้และเตรียมพร้อมรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น โดยสำนักงานการสอบสวนได้เตรียมเสนอแผนการจัดตั้งกำลังพลเฉพาะกิจ เจ้าหน้าที่สืบสวนสังกัดอัยการ จำนวน 20 อัตรา โดยมีแผนเปิดรับสมัครคัดเลือกจากผู้ที่สนใจเเละมีคุณสมบัติเมื่อได้มา จะประสานความร่วมมือกับในการเตรียมความพร้อมด้านยุทธวิธีให้ดีที่สุด
“ถ้าผู้ร้ายอายุ 59 ถือตะหลิว เราอาจจะพอจับได้ แต่ถ้าอนาคตเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่มีอาวุธพร้อมสรรพอัยการคงไม่สามารถลงไปจับเองได้ นี่คือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่สืบสวนในอนาคต” อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวนกล่าวทิ้งท้าย
พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าภายใต้นโยบายเชิงรุกของอัยการสูงสุดในวาระนี้ โครงการจัดตั้งหน่วยสืบสวนของสำนักงานอัยการจะสามารถผลักดันให้สำเร็จเป็นรูปธรรมได้ในเร็ววัน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น