เนชั่นทีวี

Nation Story

"สุ จิ ปุ ลิ" หัวใจนักปราชญ์ ทักษะพรีเมียมของมนุษย์ที่หุ่นยนต์-AI ไม่มีวันลอกเลียนแบบได้

10 มิ.ย. 2569 | ธีรวัฒน์ เจริญยศ

"สุ จิ ปุ ลิ" หัวใจนักปราชญ์ ทักษะพรีเมียมของมนุษย์ที่หุ่นยนต์-AI ไม่มีวันลอกเลียนแบบได้

ในวันที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตอบคำถามเราได้ภายใน 3 วินาที และเขียนบทความแทนเราได้ในเสี้ยวนาที คำถามสำคัญที่คนทำงานและคนเป็นพ่อแม่ยุคนี้ต้องหยุดคิดคือ "แล้วเราจะเหลือทักษะอะไรที่หุ่นยนต์แย่งไปไม่ได้?"

ในวันที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตอบคำถามเราได้ภายใน 3 วินาที และเขียนบทความแทนเราได้ในเสี้ยวนาที คำถามสำคัญที่คนทำงานและคนเป็นพ่อแม่ยุคนี้ต้องหยุดคิดคือ "แล้วเราจะเหลือทักษะอะไรที่หุ่นยนต์แย่งไปไม่ได้?"

KEY

POINTS

  • ประธานรัฐสภาเสนอให้นำหลัก "สุ จิ ปุ ลิ" (ฟัง คิด ถาม เขียน) หรือหัวใจนักปราชญ์ กลับมาใช้เป็นทักษะสำคัญของมนุษย์ เพื่อรับมือกับยุค AI ที่อาจทำให้ความเพียรในการค้นคว้าหาความรู้ลดลง
  • ทักษะ "สุ จิ ปุ ลิ" ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ AI ลอกเลียนแบบไม่ได้ เพราะมนุษย์มีความสามารถในการฟังอย่างเห็นอกเห็นใจ (สุ) คิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ (จิ) ตั้งคำถามที่ลึกซึ้ง (ปุ) และเขียนถ่ายทอดตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์ (ลิ)
  • มีการผลักดันแนวคิดนี้สู่การปฏิบัติ โดยเตรียมเปลี่ยนห้องสมุดรัฐสภาให้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะ เช่น การประกวดเขียนเรียงความ และการคัดลายมือ เพื่อฝึกฝนสมาธิและความจดจ่อ

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ตรวจเยี่ยมห้องสมุดรัฐสภา พร้อมมอบนโยบายครั้งสำคัญในการส่งเสริมให้ห้องสมุดเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงรุกสำหรับทุกคน

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจและกลายเป็นประเด็นชวนคิดของสังคมคือ การที่ท่านได้หยิบยกหลักธรรมโบราณอย่าง "สุ จิ ปุ ลิ" (ฟัง คิด ถาม เขียน) หรือ "หัวใจนักปราชญ์" ขึ้นมาเป็นเกราะป้องกันและอาวุธสำคัญในการต่อสู้กับการคุกคามของเทคโนโลยี AI ที่อาจกำลังทำให้ความเพียรพยายามและทักษะการค้นคว้าดั้งเดิมของมนุษย์ค่อย ๆ ลดน้อยถอยลงไป

.

🔵 [เมื่อ AI ฉลาดขึ้นทุกวัน... แต่ทำไมสมองของมนุษย์กลับเสี่ยงที่จะ 'ขี้เกียจ' ลง?]

เคยสังเกตไหมว่า เดี๋ยวนี้เมื่อเรามีเรื่องสงสัย เราแทบไม่ต้องพยายามค้นหาคำตอบเองเลย แค่พิมพ์ถาม AI ไม่กี่คำ คำตอบยาวเหยียดก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า สะดวกสบาย รวดเร็ว และประหยัดเวลา

 

แต่ความสบายที่มากเกินไปนี้ กำลังเป็น "ดาบสองคม" ที่ทำลายทักษะการเรียนรู้เชิงลึกของมนุษย์หรือไม่?

 

ประธานโสภณ ได้แสดงความห่วงใยในประเด็นนี้อย่างชัดเจน โดยระบุว่าในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอย่างล้นหลาม สิ่งที่มนุษย์กำลังสูญเสียไปคือ "ความเพียรพยายามในการค้นคว้าหาความรู้" ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงเสนอให้หยิบยกหลักธรรม "สุ จิ ปุ ลิ" กลับมาปัดฝุ่นและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานอย่างจริงจัง

 

"ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น อาจทำให้ทักษะการค้นคว้าและความเพียรลดลง จึงต้องส่งเสริมหลัก 'สุ จิ ปุ ลิ' หรือ การฟัง การคิด การถาม และการเขียน ซึ่งเป็นหัวใจของนักปราชญ์ตามหลักพุทธศาสนา"

 

หากเราลองแยกแยะ "สุ จิ ปุ ลิ" ในบริบทโลกทำงานยุค AI จะพบว่านี่คือทักษะระดับ Premium ที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่มีวันทำได้เทียบเท่ามนุษย์:

 

สุ (สุตะ - ฟัง/อ่าน): ไม่ใช่แค่การได้ยิน แต่คือการ "ฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening)" เพื่อเข้าใจความรู้สึกและความต้องการที่แท้จริงของเพื่อนมนุษย์ ซึ่ง AI ไม่มีวันมี "ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy)" ได้

 

จิ (จินตะ - คิด): การคิดวิเคราะห์ ใคร่ครวญ และตรวจสอบข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ ไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวลวง หรือข้อมูลที่ AI "สุ่มสร้าง" ขึ้นมาโดยไร้ข้อเท็จจริง

 

ปุ (ปุจฉา - ถาม): ในยุคนี้ "คำถามสำคัญกว่าคำตอบ" คนที่รู้วิธีตั้งคำถามที่ดี (Prompt Engineering) คือคนที่จะควบคุม AI และได้เปรียบในโลกการทำงาน

 

ลิ (ลิขิต - เขียน): การเรียบเรียงความคิด ถ่ายทอดตัวตนและอารมณ์ความรู้สึกออกมาเป็นตัวอักษร ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หุ่นยนต์เลียนแบบไม่ได้

🔵 [จาก 'คัดลายมือ' ถึง 'เขียนเรียงความ' ปลุกรากเหง้าความเพียรสู้กระแสพลวัตโลก]

แล้วเราจะแปลงแนวคิด "สุ จิ ปุ ลิ" นี้ให้กลายเป็นการปฏิบัติที่จับต้องได้อย่างไรในโลกความเป็นจริง?

 

เพื่อไม่ให้เรื่องนี้เป็นเพียงแค่ทฤษฎีบนหน้ากระดาษ ประธานสภาฯ เตรียมเปลี่ยนห้องสมุดรัฐสภาให้กลายเป็น "ลานประลองปัญญา" โดยจัดกิจกรรมและการประกวดต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นการฝึกฝนทักษะพื้นฐานเหล่านี้ เช่น การฟังบรรยายแล้วสรุปเนื้อหา การประกวดเขียนเรียงความ การถาม-ตอบปัญหาเชาว์ และที่น่าสนใจที่สุดคือ "การประกวดคัดลายมือ"

 

หลายคนอาจมองว่าในยุคที่ทุกคนพิมพ์ผ่านคีย์บอร์ดหรือสั่งงานด้วยเสียง การคัดลายมือด้วยปากกาหรือดินสอยังจำเป็นอยู่จริงหรือ?

 

"การเขียนเป็นเอกลักษณ์เป็นการสื่อสารความเป็นไทย ซึ่งอักษรไทยมีความสวยงามหลายรูปแบบ วันนี้บรรพบุรุษเราสร้างเรื่องที่ดีไว้ เราต้องช่วยกันรักษาเอกลักษณ์ของความเป็นไทย และช่วยกันรักษาทุกเรื่อง ถ้าเราลืมรากเหง้าเอกลักษณ์ที่ดีๆ เราก็จะถูกกลืนไปกับการเปลี่ยนแปลงพลวัตโลก ถ้าเรารักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ ก็จะทำให้ความเป็นไทยอยู่ตลอดไป" — ประธานสภาฯ เน้นย้ำ

 

การคัดลายมือและการเขียนด้วยมือ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของความสวยงาม แต่คือจิตวิทยาในการสร้าง "สมาธิ" และ "ความจดจ่อ" ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าและหาได้ยากยิ่งในยุคแห่งการแจ้งเตือนพรั่งพรู (Notification) บนหน้าจอมือถือ

 

🔵 [สภาวิถีใหม่: นิติบัญญัติเชิงรุก ที่เป็นมากกว่าคนออกกฎหมาย]

นอกเหนือจากการสร้างคนด้วยปัญญาแล้ว อีกมิติหนึ่งที่น่าจับตามองคือ การเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ "รัฐสภา" ยุคใหม่ให้กลายมาเป็นองค์กรเชิงรุกที่จับต้องได้และพึ่งพาได้จริงของประชาชน

 

นายโสภณ ได้เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์การทำงานนอกกรอบเดิม ๆ ว่า ประธานสภาฯ ยุคนี้จะไม่ใช่แค่ผู้นั่งเคาะค้อนในห้องประชุม แต่ต้องทำงานเชิงรุกลงพื้นที่แก้ปัญหาจริง เช่น ปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นภัยคุกคามระดับชาติที่ทำลายอนาคตของครอบครัวไทยมากมาย

 

แม้อำนาจในการออกกฎหมายจะเป็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และพรรคการเมือง แต่ในฐานะประธานสภาฯ ท่านพร้อมทำหน้าที่เป็น "โซ่ข้อกลาง" ดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญมาร่วมกันร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดฉบับใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จและยั่งยืน

 

นี่คือภาพสะท้อนของการนำ "สุ จิ ปุ ลิ" มาใช้อย่างเป็นรูปธรรม นั่นคือการ ฟัง เสียงความเดือดร้อนของประชาชน คิด หาทางแก้ไข ถาม ความเห็นจากผู้รู้ และ เขียน ออกมาเป็นกฎหมายที่ใช้ได้จริง

 

🔵 [คุณคิดอย่างไร? ในยุคที่ AI แย่งงานมนุษย์ เราควรเตรียมตัวอย่างไรไม่ให้ถูกกลืน]

"สุ จิ ปุ ลิ" หรือ หัวใจนักปราชญ์ อาจฟังดูเป็นเรื่องเก่าแก่ แต่เมื่อนำมาวางเคียงข้างกับเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง AI มันกลับกลายเป็น "เข็มทิศ" ชั้นยอดที่ช่วยเตือนสติเราว่า

 

อย่าปล่อยให้ความสบายจากเทคโนโลยี มาพรากพลังในการคิดวิเคราะห์และการพยายามแสวงหาความรู้ด้วยตัวเองไป

 

ในฐานะคนทำงานที่ต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา และในฐานะพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องเตรียมพร้อมลูกหลานสู่อนาคตที่คาดเดาไม่ได้...

 

คุณคิดว่าทักษะ "สุ จิ ปุ ลิ" (ฟัง คิด ถาม เขียน) ข้อไหนที่สำคัญที่สุดในยุค AI นี้? และเราจะช่วยกันบ่มเพาะความพียรพยายามนี้ให้เกิดขึ้นในตัวเยาวชนรุ่นใหม่ได้อย่างไรในสังคมที่ทุกอย่างสำเร็จรูปเพียงแค่ปลายนิ้ว?