“และวันนี้เรายกระดับโครงการไปอีกขั้น ผ่านการบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่าง GULF ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในการสูบน้ำและกระจายน้ำเข้าสู่แปลงเกษตร ซึ่งช่วยลดต้นทุนพลังงานได้เป็นอย่างมาก พร้อมกับการสร้างโรงเรือนปลูกผักปลอดภัยมูลค่าสูงเพิ่มอีก 10 โรงเรือน เพื่อเป็นฐานการผลิตที่ทันสมัยให้แก่ชาวบ้าน การสนับสนุนในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเติมเต็มปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม แต่ยังเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับเกษตรกร โดยตั้งเป้าจะให้พื้นที่แห่งนี้เป็นโมเดลต้นแบบในการขยายผลไปสู่พื้นที่ใกล้เคียงและชุมชนอื่น ๆ โดยเฉพาะการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้สูงอายุและผู้พิการ เพื่อให้เขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ต่อไป”
ด้าน นางสุภาวดี ปั้นสง่า คณะกรรมการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกผัก บ้านโคกล่ามและบ้านแสงอร่าม กล่าวว่า “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ เกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรในหมู่บ้านที่เริ่มจากการปลูกผักไว้บริโภคและจำหน่ายในพื้นที่ ต่อมาได้มีการส่งเสริมการปลูกผักในโรงเรือนแบบกระบะยกสูงและใช้ระบบน้ำหยด ภายใต้หลักการ ‘ปลูกน้อยแต่รายได้สูง’ โดยมีการบริหารจัดการแปลงอย่างเป็นระบบ วางแผนการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวตลอดทั้งปี เพื่อให้มีผลผลิตสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการปลูกผักในแต่ละรอบจะใช้เวลา 45 วัน เมื่อนำไปขายจะมีรายได้ 4,000 – 5,000 บาทต่อโรงเรือน และใน 1 ปี สามารถปลูกผักได้ 8 รอบ ตรงนี้สร้างรายได้เสริมให้แก่สมาชิกเกษตรกร ปีละกว่า 32,000 – 40,000 บาท นอกจากจะเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ยังยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”
“ก้าวสำคัญที่ทำให้กลุ่มพัฒนาไปอีกขั้นคือ การสนับสนุนจาก GULF ที่เข้ามาติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมหอถังสูงและระบบกระจายน้ำที่ช่วยลดต้นทุน ตลอดจนสนับสนุนโรงเรือนเกษตรอีก 10 โรง ตรงนี้ไม่เพียงช่วยให้ผักเติบโตได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาดแม้ในฤดูแล้ง แต่ยังช่วยให้ชาวบ้านที่ไม่มีที่ดินทำกินสามารถมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง ต้องขอบคุณทั้ง GULF และมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ในการนำนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และคืนรอยยิ้มให้กับเกษตรกรบ้านโคกล่ามและบ้านแสงอร่ามอย่างยั่งยืน”
เช่นเดียวกับ นางสุพรรณ พันพรม ผู้ใหญ่หมู่ที่ 3 บ้านโคกล่าม กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ชาวบ้านใช้น้ำบาดาลรดพืชผักที่ปลูกไว้ แต่ด้วยค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้รายได้จากการขายผักแทบไม่เหลือเก็บ เมื่อ GULF เข้ามาสนับสนุนระบบโซลาร์เซลล์และโรงเรือนเพิ่มอีก 10 หลัง นอกจากจะช่วยลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้านเกษตรกรแล้ว ยังได้ขยายพื้นที่รับน้ำไปยังรอบสระเก็บน้ำเพื่อให้คนในหมู่บ้านใช้ปลูกผัก ปลูกไม้ผล ไม้เศรษฐกิจ และสามารถพัฒนาเป็นป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้ในอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้ GULF ยังได้สนับสนุนหอถังสูงสำหรับเก็บน้ำบาดาลเพื่อใช้อุปโภคบริโภคในช่วงหน้าแล้งอีกด้วย”
อย่างไรก็ตามในการทำงานร่วมกับชุมชน GULF ยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืน จึงร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ส่งเสริมให้เกษตรกรจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำและโรงเรือน โดยนำรายได้ส่วนหนึ่งจากจำหน่ายพืชผักมาดูแลรักษาระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ตลอดจนนำความรู้ที่ได้รับทั้งด้านการเกษตร การจัดการน้ำ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ไปถ่ายทอดและขยายผล จะทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนไปด้วยกัน