เชื่อไหมครับว่า ผมเป็นผู้กำกับการสภ.หาดใหญ่สมัยก่อนผมพัฒนาโรงพักโดยใช้เงินส่วนตัว 10 ล้านบาท ไปเจอผบ. ตร.(พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว )ท่านบอกว่า ”เฮ้ย !คุณใช้เงินที่ไหนพัฒนาวะ “ผมบอกว่า “ผมก็ใช้เงินที่ผมหามาได้แบบอย่างนี้เพราะว่าหลวงเบิกไม่ได้”
เเหล่งข่าวจากสำนักงารตำรวจเเห่งชาติ กล่าวว่า บทสัมภาษณ์ดังกล่าวของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ในข่วงดังกล่าวนั้น สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายเพราะ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยอมรับเองว่า ช่วงทำงานเป็นผกก.มีผู้คนนำเงินมาให้ เเละยอมรับว่าใข้เงินส่วนตัวสิบล้านบาทพัฒนาสภ.หาดใหญ่
เเหล่งข่าวจากสำนักงานตำรวจเเห่งชาติ กล่าวว่า เพราะการบูรณะ/พัฒนาสถานที่ราชการนั้น ต้องขออนุมัติต้นสังกัดก่อน สภ.หาดใหญ่ขึ้นตรงกับกองบังคับการตำรวจภูธรจ.สงขลานััน น่าสังเกตว่าพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ได้สอบถามเเละเเจ้งวัตถุประสงค์ในการพัฒนาสภ.หาดใหญ่ด้วยเงินเก็บสิบล้านบาทของตัวเองต่อภ.จว.สงขลาก่อนหรือไม่ในการดำเนินการดังกล่าวเเละได้รับการอนุมัติรวมทั้งมีหลักฐานใดบ้างที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พัฒนาสภ.หาดใหญ่ในตอนนั้น
เเหล่งข่าวจากสำนักงารตำรวจเเห่งชาติ กล่าวว่า เพราะหากใช้เงินเดือนตำรวจเพียงลำพังนั้นไม่อาจเป็นไปได้ เเละผู้คนที่นำเงินมาให้ตามที่พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์อ้างไว้ หากพิจารณาคำพูดของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่ระบุว่า “ผมมันเทา แต่เราไม่ใช่ดำ คำว่าเทาหมายความว่าอะไรเช่น ผมเป็นผู้กำกับโรงพัก สมัยก่อนผมก็ต้องบอกตรง ๆ ว่า เวลาใครเอาสตุ้งสตางค์ต่างๆมาให้นะ” เสมือน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยอมรับเงินนอกระบบ/เงินผิดกฎหมาย เพราะหากประชาชนประสงค์บริจาคเงิน/สิ่งของใหัส่วนราชการนััน ส่วนราชการจะมีหนังสือขอบคุณไปให้ผู้บริจาคนัันๆเป็นหลักฐาน
ผู้สิ่อข่าวรายงานว่า หากตรวจสอบอัตราเงินเดือนตำรวจ(ชั้นสัญญาบัตร) ช่วงเวลาที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รับราชการตั้งเเต่ร.ต.ต.-พ.ต.อ. จะพบอัตราเงินเดือนเเต่ละชั้นยศดังนี้
- -ระดับ ส.5 ยศ พันตำรวจเอก (พิเศษ) เงินเดือน 26,460-74,320 บาท
- – ระดับ ส.4 ยศ พันตำรวจเอก เงินเดือน 22,700-70,360 บาท
- – ระดับ ส.3 ยศ พันตำรวจโท เงินเดือน 19,410-58,390 บาท
- – ระดับ ส.2 ยศ พันตำรวจตรี เงินเดือน 16,920-58,390 บาท
- – ระดับ ส.1 ยศ ร้อยตำรวจเอก ร้อยตำรวจโท และร้อยตำรวจตรี เงินเดือน 12,530-54,820 บาท
ขณะที่ประวัติเเละเส้นทางราชการของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นั้นพบว่าเกิดวันที่29ตุลาคม 2513 บิดาเป็นดาบตำรวจ มารดาเป็นครู มีพี่น้องสองคน จบการศึกษาระดับประถม-มัธยมศึกษาที่โรงเรียนวิเขียรชมเเละมหาวชิราวุธ จ.สงขลา จากนั้นมาเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 31 นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 47
รับราชการตำรวจ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2537 ตำแหน่งรองสารวัตรสน .หนองเเขม กทม.เเละใช้เวลา 6 ปี 1เดือนขยับขึ้นสู่ตำแหน่ง สารวัตร(นิติกรด้านพิจารณาทัณฑ์) กองวินัย สำนักงานตำรวจเเห่งชาติ
วันที่ 16 พ.ย. 2543 ขยับขึ้นเป็นสารวัตรสถานีตำรวจทางหลวง 4 กองกำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจทางหลวง
วันที่ 11 ก.พ. 2545 ดำรงตำแหน่งสารวัตรสถานีตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจทางหลวง
วันที่ 11 ก.ค. 2547 ดำรงตำเเหน่งนายตำรวจราชสำนักประจำ และวันที่ 22 พ.ย. 2547 ขยับเป็นผู้ช่วยนายเวรตำรวจราชสำนักประจำ(พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี)
วันที่ 1 พ.ย. 2549 ดำรงตำเเหน่งรองผู้กำกับกลุ่มงานสอบสวน ศูนย์สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2
วันที่ 1 มิ.ย. 2550 ดำรงตำเเหน่งผู้ช่วยหัวหน้าสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
วันที่ 20 พ.ย. 2551 ติดยศพันตำรวจเอก เเละ เป็นผู้กำกับการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่อำนวยการประจำผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
วันที่ 7 ก.ย. 2552 ดำรงตำเเหน่งผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์
วันที่ 10 ก.พ. 2554 ดำรงตำเเหน่งผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ10 กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
วันที่ 5 เม.ย. 2555 ไปรับตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ จ.สงขลา จากนั้นได้เลื่อนขึ้นเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สงขลา
วันที่ 9 ต.ค. 2557 ดำรงตำเเหน่งรักษาการผู้บังคับการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่ประสานนโยบายกับนายกรัฐมนตรี