เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE: ยูนิเซฟ-นิด้าโพล เปิดช่องว่างความช่วยเหลือจากรัฐ พิษราคาน้ำมันทุบครัวเรือนมีเด็ก ภาคเหนือรอความช่วยเหลือมากสุด

12 ก.ย. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation STORY

ARTICLE: ยูนิเซฟ-นิด้าโพล เปิดช่องว่างความช่วยเหลือจากรัฐ พิษราคาน้ำมันทุบครัวเรือนมีเด็ก ภาคเหนือรอความช่วยเหลือมากสุด

เมื่อราคาน้ำมันดันค่าครองชีพพุ่งจนครัวเรือนไทยกว่า 85% ต้องงัดทุกมาตรการมารับมือ ตั้งแต่ตัดค่าอาหาร ลดการเดินทาง ไปจนถึงดึงเงินออมออกมาใช้ คำถามที่ตามมาคือ... ความช่วยเหลือจากภาครัฐไปถึงมือคนที่ต้องการมากที่สุดจริงหรือไม่?

รายงานผลสำรวจล่าสุดจากองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ร่วมกับนิด้าโพล ซึ่งสอบถามครัวเรือนที่มีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 1,227 ครัวเรือนทั่วประเทศในเดือนมิถุนายน 2569 ชี้ให้เห็นภาพชัดเจนว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นไม่ได้กระทบแค่กระเป๋าเงินผู้ใหญ่ แต่ลามไปถึงโภชนาการ การเรียน และสุขภาพจิตของเด็กด้วย

 

🔵[85% ของครัวเรือนต้องปรับตัวสุดขีด]

ตัวเลขที่น่าตกใจคือ ร้อยละ 85.17 ของครัวเรือนไทยต้องดำเนินมาตรการปรับตัวอย่างรุนแรงเพื่อรับมือค่าครองชีพ ไล่ตั้งแต่ลดค่าอาหาร (57.89%) ลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น (57.32%) ไปจนถึงดึงเงินออมออกมาใช้ (15.12%) และบางส่วนถึงขั้นกู้ยืมหรือนำทรัพย์สินไปจำนำ (12.73%)

 

ที่น่าสนใจคือภาคใต้ (95.78%) และกรุงเทพฯ (95.62%) ปรับตัวหนักที่สุด สะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่กระจายไปทั่วประเทศ

 

🔵[ความช่วยเหลือมีจริง แต่ไปไม่ถึงทุกที่]

แม้ภาพรวมจะมีครัวเรือนถึงร้อยละ 57.62 ที่ได้รับความช่วยเหลือ และในจำนวนนี้ร้อยละ 96.61 มาจากภาครัฐ แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในระดับภูมิภาค กลับพบความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจน

 

กรุงเทพมหานครได้รับความช่วยเหลือสูงถึงร้อยละ 97.08 ขณะที่ ภาคเหนือกลับเป็นภูมิภาคที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือสูงที่สุดถึงร้อยละ 79.82 ทั้งที่ข้อมูลในรายงานเดียวกันชี้ว่า ภาคเหนือมีสัดส่วนรายได้ลดลงสูงถึง 50.22% และมีความกังวลต่ออนาคตสูงที่สุดในประเทศถึงร้อยละ 40.36

 

คำถามคือ เหตุใดพื้นที่ที่กังวลมากที่สุดกลับเป็นพื้นที่ที่เข้าไม่ถึงความช่วยเหลือมากที่สุด?

🔵[เด็กคือผู้ได้รับผลกระทบเงียบจากช่องว่างนี้]

เมื่อความช่วยเหลือไปไม่ถึง ผลกระทบก็ตกอยู่ที่เด็กในครัวเรือนโดยตรง รายงานพบว่าครัวเรือนร้อยละ 42.22 ระบุว่าราคาสินค้าที่แพงขึ้นกระทบคุณภาพหรือปริมาณอาหารที่เด็กบริโภคในระดับปานกลาง และเด็กมีความเครียดหรือวิตกกังวลเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 51.51

 

ยิ่งไปกว่านั้น ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาช่วงเปิดเทอมก็ได้รับผลกระทบถึงร้อยละ 72.29 โดยเฉพาะค่าเดินทางไปโรงเรียน (80.05%) และค่าอุปกรณ์การเรียน/ชุดนักเรียน (54.90%) ซึ่งเป็นภาระที่ครอบครัวเปราะบางในพื้นที่ห่างไกลอย่างภาคเหนือแบกรับหนักกว่าใคร แต่กลับเป็นกลุ่มที่เข้าไม่ถึงความช่วยเหลือมากที่สุด

 

🔵[สิ่งที่ประชาชนต้องการจากรัฐ ตรงไปตรงมา]

ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสำรวจสะท้อนชัดว่า ค่าไฟ พลังงาน และค่าขนส่งที่แพงขึ้น ได้ดันราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้สูงตามเป็นลูกโซ่ ทำให้ครอบครัวต้องวางแผนรัดกุมและดึงทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้จนหมด

 

เมื่อถามตรงๆ ว่ามาตรการใดจะช่วยแบ่งเบาภาระได้ดีที่สุด คำตอบอันดับ 1 คือ การลดค่าใช้จ่ายด้านสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าเดินทาง หรือค่าการศึกษา (56.15%) โดยภาคเหนือต้องการมาตรการนี้สูงที่สุดถึงร้อยละ 63.23 ตามด้วยการให้เงินช่วยเหลือแบบไม่มีเงื่อนไข (30.65%) และการพักชำระหนี้หรือลดหย่อนภาษี (13.20%)

🗨️ชวนคิด...

ตัวเลขจากยูนิเซฟและนิด้าโพลครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนว่า วิกฤตราคาน้ำมันไม่ได้กระทบแค่กระเป๋าเงิน แต่กำลังส่งผลถึงอนาคตของเด็กไทยผ่านโภชนาการ การเรียน และสุขภาพจิต

 

คำถามที่น่าคิดต่อคือ... หากภาครัฐจะออกแบบมาตรการช่วยเหลือรอบใหม่ ควรปรับสูตรอย่างไรให้ "ตรงจุดและทั่วถึง" มากกว่าเดิม โดยเฉพาะกับพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือมากแต่กลับเข้าไม่ถึง? แล้วคุณคิดว่ามาตรการแบบไหนที่จะช่วยครอบครัวไทยได้จริงในระยะยาว — ลดราคาสินค้า, แจกเงินสด, หรือพักหนี้?  💬

ข่าวล่าสุด