3.ฉะนั้นปัญหาที่กรมราชทัณฑ์ควรตอบสังคม ไม่ใช่การตอบว่า การพักโทษที่ดำเนินการนั้น ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เพราะเรื่องนี้ไม่มีใครเถียง แต่สิ่งที่สังคมคาใจคือ
การลดโทษอย่างมโหฬารมากกว่า คำอ้าง ที่ว่าราชทัณฑ์คือผู้บริหารโทษ ส่วนศาลคือผู้กำหนดโทษ เป็นคนละส่วนกัน ผมคิดว่าสังคมยังยอมรับไม่ได้ และเท่าที่เคยคุยกับผู้พิพากษาหลายท่าน ก็ยอมรับไม่ได้
เนื่องจากการลดโทษขนาดนี้ เหมือนไม่เคารพคำพิพากษาของศาล ซึ่งพิจารณาความหนักเบา ประกอบพฤติการณ์มาอย่างรอบคอบแล้วถึง 3 ศาล (กระทั่งคดีถึงที่สุด จึงเป็น "นักโทษเด็ดขาด")
4.มักมีคำอ้างประเภทที่ว่า การพระราชทานอภัยโทษ ถือเป็น “พระราชอำนาจ” โดยเจตนาของคนที่อ้างแบบนี้ คือต้องการให้สังคมหยุดวิจารณ์หรือตั้งคำถาม
ถูกครับ...การอภัยโทษถือเป็น “พระราชอำนาจ” แต่การเข้าถึงสิทธิประโยชน์การได้รับอภัยโทษ มีความไม่เท่าเทียมกันอยู่ในเรือนจำ และผู้มีอำนาจเสนอคือกรมราชทัณฑ์ และส่งผ่านคณะรัฐมนตรี
ฉะนั้นหน่วยงานในฝ่ายบริหารจะไม่รับผิดชอบต่อกระแสวิจารณ์ของสังคมเลย คงไม่ได้
5.หลักเกณฑ์และวัตถุประสงค์ของการพักโทษไม่ได้มีปัญหา (เช่น ลดความแออัดในเรือนจำ หรือให้โอกาสนักโทษที่ประพฤติดี และรับโทษมาระดับหนึ่งแล้ว ได้รับสิทธิการพักโทษ)
หากกล่าวอย่างเฉพาะเจาะจง ก็คือ จริงๆ แล้วคนในสังคมไม่ได้มีปัญหากับกรณีอดีตนายกฯทักษิณได้พักโทษ เพราะเป็นไปตามกฎหมายที่มีมาก่อนแล้ว (ต้องรับโทษมาแล้วในอัตราเท่าใด กรณีของอดีตนายกฯ ทักษิณ ต้องรับโทษครบ 6 เดือน เพราะอัตราโทษ 6 เดือน มากกว่า 1 ใน 3 ตามกฎหมาย จึงต้องรอครบ 6 เดือน ถึงได้รับการพักโทษ)
แต่สิ่งที่สังคมมีปัญหาและตั้งคำถาม จนมีการร้องให้องค์กรอิสระตรวจสอบ คือ เรื่องการได้ไปพักที่ชั้น 14 อย่างไม่มีเหตุผลเพียงพอ คือสังคมเชื่อว่าไม่ป่วยจริงมากกว่า
(นายทักษิณ ชินวัตร - อดีตนายกรัฐมนตรี )
ขอย้ำให้กระทรวงยุติธรรมได้รับทราบอีกครั้งว่า ประชาชนไม่ได้โง่หรือกินแกลบ เราเข้าใจดีว่า โรงพยาบาลคือสถานที่คุมขัง เพราะมีนักโทษป่วยจริงมากมายที่ไปนอนโรงพยาบาล บางคนถูกใส่กุญแจมือติดกับเตียงพยาบาลด้วยซ้ำ
แต่ที่คนเขาติดใจคือ “ไม่ได้ป่วย” ฉะนั้นเรื่องกฎหมายไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นดุลยพินิจต่างหากที่มีปัญหา และใครต้องรับผิดชอบ
6.เรื่องระเบียบ “ขังนอกคุก” จริงๆ ระเบียบนี้เป็นคนละเรื่องกับการ “พักโทษ” กล่าวคือ
หนึ่ง อาจกำหนดหลักเกณฑ์ให้ตีความได้ว่า ผู้ได้รับสิทธิ “นอนนอกคุก” ไม่ต้องคดีถึงที่สุดก็ได้ เพราะตัวระเบียบใช้คำว่า "เป็นผู้ต้องขังตามกฎหมายราชทัณฑ์" ซึ่งนิยามตามกฎหมายให้หมายรวมถึงทั้ง "นักโทษเด็ดขาด - คนต้องขัง และ คนฝาก" จึงต้องหมายรวมถึงผู้ต้องขังที่คดียังไม่ถึงที่สุดด้วย
สอง เมื่อมีข้อหนึ่ง จึงไม่ต้องมีเกณฑ์ว่าต้องรับโทษแล้วเท่าไหร่ จึงจะได้รับการพักโทษ หรือแม้จะกำหนดเกณฑ์เอาไว้ แต่ก็มีช่องลอดได้ เพราะขนาดคดียังไม่จบ แค่ถูกขังเพราะไม่ได้ประกันระหว่างต่อสู้คดี ยังได้สิทธิ์นี้เลย
7.หากคิดในมุมนี้ ระเบียบ “นอนนอกคุก” จึงเปิดช่อง “ปูทาง...ปู” แน่นอน เพราะการกลับบ้านของอดีตนายกฯปู ต้องกลับมาฟังคำพิพากษาของศาล และส่งเข้าเรือนจำ คงไม่สามารถอ้างป่วยแล้วไปนอนชั้น 14 ได้เหมือนพี่ชาย เนื่องจากสังคมไม่ยอมรับแล้ว
ฉะนั้นเมื่อกลับมาฟังคำพิพากษาแล้ว ต้องมีช่องทางไป "ขังนอกคุก" ทันที คือได้สิทธิ์ทันที เพื่อไม่ต้องนอนคุก
ปัญหามีอย่างเดียว คือ อดีตนายกฯปูจะได้รับพระราชทานอภัยโทษวันไหน ช่องว่างช่วงนั้นจะมีกี่วัน และนอนที่ไหน
เหตุนี้เอง ถ้าคิดเทียบกับคนยังต่อสู้คดี ไม่ได้ประกัน ยังมีช่องไป “นอนนอกคุก” ได้ ก็อาจมีช่องทางให้ศาลสั่งให้ไปขังที่บ้านแทนได้เลย โดยอ้างหลักเกณฑ์อื่นๆ ที่จะมี “ประกาศ” ตามออกมา
8.ถ้าคิดเป็นระบบว่าเอื้ออดีตนายกฯปูกันแบบนี้ จะมีแรงต้านและความรุนแรงเกิดขึ้นหรือไม่
ม็อบจะลงถนนหรือไม่ จุดติดหรือไม่
และสุดท้าย เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ “นอนนอกคุก” ย่อมดีกว่า สบายกว่า “พักโทษ” และเอื้อคนรวย คนมีเงิน มีอำนาจบารมีมากกว่า โดยเฉพาะคนมีบ้าน มีทรัพย์สินทุกอย่างพร้อม
การทำแบบนี้จะยิ่งกลายเป็นว่า วลีที่ว่า “คุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้น” ยิ่งเป็นความจริงในสังคมไทย...กระนั้นหรือ?