เหตุที่เป็นเช่นนี้ รัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 1) พ.ศ.2564 มาตรา 83 บัญญัติให้มี สส. จำนวน 500 คน ประกอบด้วย สส.เขต 400 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 100 คน
โดย สส.เขต 400 คน เป็นตัวแบ่งตลาดการเมืองของแต่ละพรรคการเมือง เป็นเกมฐานชี้วัด คือ “กระแสและกระสุน” ส่วน สส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ถือจำนวนฐานคะแนนรวมกันทั้งประเทศ เป็นเกมฐานชี้วัด คือ “กระแส”
โดยเกมตัวชี้วัด แต่ละพรรคการเมืองใด จะชนะเลือกตั้งและเป็นแกนนำรัฐบาล ผลการเลือกตั้งไม่เป็นทางการ แม้ประกาศยังไม่เป็นทางการ ย่อมทราบประมาณการ ว่าแต่ละพรรคได้ สส.กี่ที่นั่ง พรรคใดจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แม้พรรคลำดับ 2 ลำดับ 3 ย่อมจัดตั้งรัฐบาลแข่ง โดยแจกโปรโมชั่นแต่ละกระทรวงเกรดเอ
รัฐธรรมนูญ มาตรา 88 วรรคหนึ่ง บัญญัติ พรรคการเมืองเสนอรายชื่อ “ว่าที่นายกรัฐมนตรี” ของพรรคไม่เกิน 3 รายชื่อ โดยพรรคจะเสนอหรือไม่ก็ได้ โดยใช้หลักเกณฑ์ เจ้าตัวต้องยินยอมเป็นหนังสือเพียงพรรคเดียว และพรรคต้องยื่นรายชื่อก่อนวันปิดรับสมัคร
โดยปรากฏการณ์มีพรรคการเมืองเปิดตัวทีมรองนายกรัฐมนตรีต่อสาธารณะ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
หากพิจารณาในแง่กฎหมายมหาชน ไม่มีบทกฎหมายมาตราใดบัญญัติให้พรรคการเมืองใด เสนอรายชื่อทีม “ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี” แต่ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติห้ามไว้เป็นเด็ดขาด
แม้พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน จะเสนอรายชื่อโฉมหน้า ทีม “ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี” จำนวน 3 รายชื่อ ในแง่การเมืองเพิ่มแม่เหล็กดึงคะแนนเสียงให้แก่พรรค และเพื่อให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ทราบล่วงหน้า เพื่อประกอบกระบวนการตัดสินใจในวันหย่อนบัตรเลือกตั้งลงคะแนนเสียง
แต่โมเดลเปิดตัวทีมงาน เป็นการลอกเลียนโมเดล “การเมืองสนามท้องถิ่น” มาปรับใช้การเมืองระดับชาติ เช่น “ทีมนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด” “ทีมนายกเทศมนตรี” หรือ “ทีมนายก อบต.” รวมถึงทีมสนามท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ อาทิ กทม. และเมืองพัทยา
เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 88 บัญญัติให้เสนอรายชื่อเฉพาะว่าที่นายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรคการเมือง และในรัฐธรรมนูญมาตรา 158 วรรคหนึ่ง ให้นายกรัฐมนตรีเลือกสรรรัฐมนตรี รวมถึงรองนายกรัฐมนตรี เสนอทูลเกล้าฯต่อพระมหากษัตริย์เพื่อทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นคณะรัฐมนตรี ไม่เกิน 35 คน
เป็นขั้นตอน ภายหลัง สส. เลือกนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องเปิดตัวและแจ้งให้ กกต. ทราบก่อน
พูดภาษาชาวบ้าน คือ ปลุกกระแส ความนิยมทางการเมืองในสนามเลือกตั้ง
หากพิจารณาแง่กฎหมายมหาชน “ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี” เป็นตำแหน่งรัฐมนตรี จะต้องมีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 ประกอบมาตรา 98 รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติ ต้องยื่นบัญชีรายชื่อต่อ กกต.แต่ละพรรคการเมือง
ในเกมการเมือง ภายหลังมี พรฎ. ยุบสภา และ มี พรฎ.กำหนดวันเลือกตั้ง กดปุ่มแข่งขัน การเมืองสามขั้วอำนาจ อย่างพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ต่างวัดกลยุทธ์และวิธีการ หารส่วนแบ่งเป้าหมายแย่งชิงจำนวน สส.500 คน ให้ได้มากสุด
ในแง่การเมือง เกมตัวชี้วัดที่แย่งชิง สส.ในต่างจังหวัดพื้นที่ชนบท วัดกันที่ “ขุมกำลังบ้านใหญ่” เพราะบ้านใหญ่ใช้ระบบหัวคะแนน การเมืองท้องถิ่น ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่เป็นฐานรวมคะแนน
ส่วนในพื้นที่เขตเมือง รวมถึงบ้านมีรั้ว เกมตัวชี้วัดตรงที่ “กระแสพรรค” เพราะสังคมเมือง ซื้อเสียงยากกว่า เจาะคะแนนยากกว่าชนบท
แม้พรรคการเมืองใด จะได้เปรียบ แต่ระบบเลือกตั้งและบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คุมเกมผลการเลือกตั้ง ไม่ทำให้ชนะขาดเพียงพรรคเดียว
ในอดีต ปี 2550 พรรคประชาธิปัตย์ ชนะเลือกตั้งกวาด สส. ใน กทม. ภาคตะวันออกและภาคใต้ ในปี 2566 พรรคก้าวไกล หรือพรรคประชาชน กวาด สส. กทม. และภาคตะวันออก
แต่พรรคประชาธิปัตย์กระแสแรงเพียงครั้งเดียว นอกนั้นเกือบสูญพันธุ์
แม้จะมีข้อถกเถียงกันว่า ครม.มีมติเห็นชอบให้จัดออกเสียงประชามติชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยอ้างว่า จัดออกเสียงประชามติไม่ครบเวลา 60 วัน
แต่ในแง่กฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 มาตรา 10 บัญญัติ ในการจัดออกเสียงประชามติ โดยต้องจัดทำไม่เร็วกว่า 60 วันและไม่ช้ากว่า 150 วันนับแต่วันที่ ครม.มีมติ เว้นแต่ มีเหตุผลจำเป็นเกี่ยวกับงบประมาณหรือเหตุจำเป็นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
พูดภาษาชาวบ้าน คือ มีหลัก ย่อมมีข้อยกเว้น บางคนบอกว่าอ่านกฎหมายเพียงบางส่วน ทำให้ ครม.หยิบข้อยกเว้น มีมติเห็นชอบให้จัดทำออกเสียงประชามติไปพร้อมกับวันเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไป ทำให้ประหยัดงบประมาณ
แต่ในแง่เกมการเมือง แก้รัฐธรรมนูญล้มไม่เป็นท่า แต่ กกต. จัดออกเสียงประชามติ ไปพร้อมวันเลือกตั้ง แม้กฎหมายห้ามนำประชามติไปหาเสียง แต่ในการจัดทำประชามติ โดยตั้งคำถามว่า “เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” เป็นการที่ประชาชนกาบัตรใบที่ 3 จึงเป็นช่องทางนำไปหาเสียงว่า พรรคมีนโยบายผลักดันให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้กฎหมายห้ามนำการจัดทำประชามติหาเสียง แต่นโยบายแก้รัฐธรรมนูญ พรรคการเมืองย่อมนำไปหาเสียงได้ ไม่มีกฎหมายใดห้ามไว้