“รัฐธรรมนูญไม่มีบทบัญญัติใดรองรับให้ สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะบางเรื่องตามที่คุณนันทนาเสนอ” ดร.ณัฏฐ์กล่าว พร้อมระบุว่า การอ้างเหตุผลเรื่อง “ผลประโยชน์ขัดกัน” ในลักษณะเหมารวมเช่นนี้ เป็นการเล่นใหญ่ที่ผิดซอง จนอาจทำให้ประชาชนสับสนในบทบาทของสภา
นอกจากนี้ ดร.ณัฏฐ์ ยังเน้นย้ำว่า กระบวนการสืบสวนและไต่สวนของ กกต.ยังไม่สิ้นสุด เพราะขณะนี้ คณะอนุกรรมการของ กกต.ยังอยู่ในระหว่างพิจารณา ขั้นตอนแจ้งข้อหาต่อ สว.ผู้ถูกกล่าวหาและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุนในการกระทำฝ่าฝืน พรป.การได้มาซึ่ง สว.พ.ศ.2561 ยังไม่เป็นที่สุดในองค์กร กกต. แต่ยังมีขั้นตอนอีก 2 ชั้น กลั่นกรอง ได้แก่ คณะอนุกรรมการวินิจฉัย และ กกต.ชุดใหญ่ อาจมีคำวินิจฉัยชี้ขาด ยืน ยก กลับ หรือแก้ คำวินิจฉัยได้ ตามระเบียบ กกต. พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไข พ.ศ.2566
จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่า สว.กลุ่มที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหานั้นมีความผิด หรือสมาชิกภาพสิ้นสุดลงแต่อย่างใด
ดร.ณัฏฐ์ เตือนว่า “ความสง่างามกับอำนาจตามรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องเดียวกัน” การที่ สว.ถูกสอบ ไม่ใช่เหตุให้สิ้นอำนาจหน้าที่ เว้นแต่มีคำวินิจฉัยจาก กกต. และคำสั่งจากศาลฎีกาอย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า การเสนอให้ สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องเดียวคือ “การเห็นชอบองค์กรอิสระ” โดยอ้างความเหมาะสม อาจเป็นการ ละเมิดหลักการแบ่งแยกอำนาจ และอำนาจส่วนบุคคลของ สว.คนอื่นๆ อีกด้วย
“อย่าหลงตัวเองว่าเป็นศาล อย่าใช้อารมณ์นำหลักกฎหมาย มิฉะนั้น อาจหงายเงิบ!!ในภายหลัง” ดร.ณัฏฐ์ กล่าว