แม้จะปรากฎข้อเท็จจริงว่า นายพีระพันธุ์ลาออกจาก สส. ไปแล้วก็ตาม ไม่มีผลกฎหมาย ให้ความผิดสำเร็จไปแล้วไม่เป็นความผิด เมื่อได้ความว่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 เป็น สส.บัญชีรายชื่อ ภายลาออกจากตำแหน่งวันที่ 30 มิถุนายน 2566 กกต.ย่อมสามารถไต่สวน ย้อนหลังเอาผิดคดีอาญาได้
หากพิจารณาถึงสถานะกรรมการบริษัททั้งขณะนี้ยังดำรงตำแหน่งอยู่และลาออกไปสมัยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร นั้น หากพิจารณาข้อเท็จจริง มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้นายพีระพันธุ์ ดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน ประกอบด้วย 2 รัฐบาล (1) รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เมื่อ วันที่ 1 กันยายน 2566 ประกาศราชกิจจานุเบกษา วันที่ 2 กันยายน 2566 จนถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่ง (2) รัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เมื่อ วันที่ 3 กันยายน 2567 ประกาศราชกิจจานุเบกษา วันที่ 4 กันยายน 2567
จากการตรวจสอบกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า นายพีระพันธุ์ฯ ยังมีสถานะเป็นกรรมการบริษัท ของบริษัท รพีโสภาค จำกัด นับตั้งแต่ก่อนเป็นรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2556 จนถึงปัจจุบันที่นั่งเป็นรัฐมนตรีแล้ว โดย นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค และนางโสภาพรรณ สาลีรัฐวิภาค ยังมีสถานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งคนใดมีอำนาจในการลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทได้ อธิบายได้ความ แม้นายพีระพันธุ์ฯจะทำสัญญาให้บริษัทบุคคลภายนอกจัดการในทางนิติกรรมสัญญา แต่หุ้นยังไม่มีการโอนและยังมีอำนาจจัดการบริหารบริษัท แสดงถึงการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบริษัท ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 187 วรรคสามและขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 มาตรา 11 ที่บัญญัติห้าม รัฐมนตรีกระทำการใดอันมีลักษณะเป็นการบริหารครอบงำหรือออกคำสั่งเกี่ยวกับการจัดการหุ้นส่วนหรือบริษัทหรือการจัดการหาผลประโยชน์ในหุ้นส่วนหรือหุ้น ซึ่งถือว่า มีความสงสัยสถานะความเป็นรัฐมนตรีของนายพีระพันธุ์ฯ สิ้นลงตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
จากการตรวจสอบกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า บริษัท โสภา คอลเล็คชั่นส์ จำกัด นายพีระพันธุ์ เป็นกรรมการ ระหว่าง วันที่ 21 กันยายน 2561 - วันที่ 29 ตุลาคม 2567 บริษัท วีพี แอโร่เทค จำกัด นายพีระพันธุ์ เป็นกรรมการ ระหว่าง วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559 - วันที่ 29 ตุลาคม 2567 และบริษัท พี แอนด์ เอส แลนด์ แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ถือหุ้น ลำดับที่ 1 จำนวน 46,500 หุ้น(อยู่ระหว่างตรวจสอบสถานะกรรมการ) เป็นการลาออกภายหลังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ทั้งสิ้น ส่อแสดงว่า ในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ยังเป็นกรรมการบริษัทเอกชนทั้งสามแห่งอีกด้วย
บทบัญญัติห้ามรัฐมนตรี ขัดกันแห่งผลประโยชน์ระหว่างประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์สาธารณะ ห้ามเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐ ห้ามถือครองหุ้นในกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัท โดยพระราชการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 กำหนดสัดส่วนหุ้นขั้นต่ำไว้ ไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ทั้งห้ามเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือส่วนมวลชนใดๆ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160(6) ประกอบมาตรา 98(3) มาตรา 186 และมาตรา 187 พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 126 มาตรา 127 ประกาศ ปปช. เรื่อง กำหนดตำแหน่งเจ้าพนักงานของรัฐที่ต้องห้ามมิให้ดำเนินกิจการตามความในมาตรา 126 พ.ศ.2563 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ประกาศ ปปช. เรื่อง กำหนดจำนวนหุ้นในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่กรรมการ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และเจ้าพนักงานของรัฐที่คณะกรรมการ ปปช.กำหนดถือหุ้นได้ ตามมาตรา 126(2) พ.ศ.2563 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ประกาศ ปปช.เรื่อง กำหนดจำนวนหุ้นในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่กรรมการ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และเจ้าพนักงานของรัฐที่คณะกรรมการ ปปช.ประกาศกำหนด ถือหุ้นได้ ตามมาตรา 126(3) พ.ศ.2563 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 และประกาศ ปปช.เรื่อง กำหนดตำแหน่งซึ่งต้องห้ามมิให้ดำเนินการตามมาตรา 127 พ.ศ.2563 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 -ประกาศ ปปช.เรื่อง หลักเกณฑ์ของผู้ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส พ.ศ.2561 ลงวันที่ 21 กันยายน 2561 รวมถึงพระราชการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 11 ห้ามรัฐมนตรีกระทำการใดอันมีลักษณะเป็นการบริหารครอบงำหรือออกคำสั่งเกี่ยวกับการจัดการหุ้นส่วนหรือบริษัทหรือการจัดการหาผลประโยชน์ในหุ้นส่วนหรือบริษัท
ยังพบข้อเท็จจริงที่ปราฎอันแพร่หลายของนายทะเบียน กรมพัฒนาธุกิจการค้า พบว่า นายพีระพันธุ์ รัฐมนตรี มีการถือหุ้นอยู่ในบริษัทเอกชน ปรากฏชื่อของ พล.ท.เจียรนัย วงศ์สอาด ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในปัจจุบัน เป็นผู้มีอำนาจลงนาม หรือเป็นกรรมการบริษัท โดยในส่วนของ นายพีระพันธุ์ ถือครองหุ้นใน 4 บริษัท ตามเอกสารที่ปรากฏในบัญชีทรัพย์สินที่ ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูล ได้แก่
บริษัท วีพี แอโร่เทค จำกัด นายพีระพันธุ์ ถือหุ้นอยู่ 588,500 หุ้น (คิดเป็น 73.58%) บริษัทนี้ มีกรรมการ 3 คน ได้แก่ พล.ท.เจียรนัย วงศ์สอาด นายสยาม บางกุลธรรม และร้อยเอกพีระภัฏ บุญเจริญ
บริษัท พี แอนด์ เอส แลนด์ แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด นายพีระพันธุ์ ถือหุ้นอยู่ 46,500 หุ้น (คิดเป็น 93%) มีกรรมการ 2 คน ได้แก่ น.ส.กนกวรรณ ลิ้มสุวรรณ และพล.ท.เจียรนัย วงศ์สอาด
บริษัท รพีโสภาค จำกัด บริษัทนี้ นายพีระพันธุ์ ถือหุ้นอยู่ 22,000 หุ้น (คิดเป็น 73.33%) บริษัทนี้มีกรรมการ 2 คน ได้แก่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐภาค และ นางโสภาพรรณ สาลีรัฐวิภาค
บริษัท โสภา คอลเล็คชั่นส์ จำกัด นายพีระพันธุ์ ถือหุ้นอยู่ 1,000 หุ้น (คิดเป็น 10%) โดยบริษัทนี้มีกรรมการ 1 คน ได้แก่ น.ส.ภัทรพรรณ สาลีรัฐวิภาค
แม้ว่าตามรัฐธรรมนูญเปิดช่อง ให้การถือหุ้นของผู้ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น สามารถโอนหุ้นไปให้บริษัทดูแลบริหารจัดการแทนได้
กรณีของ นายพีระพันธุ์ ทำสัญญาโอนหุ้นไปให้ บมจ.เอ็มเอฟซี ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2567 แต่จากการตรวจสอบยังพบว่า ปัจจุบันยังไม่มีการโอนหุ้นและยังถือครองอยู่ เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๑๒๙ จะต้องทำหนังสือและต้องจดทะเบียนโอนหุ้นด้วย แต่เมื่อตรวจสอบพบว่า ในปัจจุบัน นายพีระพันธุ์ ยังคงเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามอยู่ในบริษัทรพีโสภาค จำกัด ที่ตนเองถือหุ้นอยู่กว่า 73.33% จากข้อมูลทะเบียนนิติบุคคล ของบริษัทของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุชัดว่า นายพีระพันธุ์ เป็นกรรมการบริษัทมาตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย. 2556 จนถึงปัจจุบัน โดยแม้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ก็ไม่ได้มีการลาออกแต่อย่างใด
ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ ยังเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัทที่ตนเองถือหุ้นอีก 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท วีพี แอโร่เทค จำกัด และบริษัท โสภา คอลเล็คชั่นส์ จำกัด ก่อนที่จะลาออกไปเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 เป็นที่น่าเคลือบแคลงน่าสงสัยในสถานะความเป็นรัฐมนตรีของนายพีระพันธุ์ฯ เข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย. 2566 สมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะมีการแจ้งลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัททั้ง 2 แห่งในรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นกรณีสงสัยอย่างยิ่งในการเข้าสู่ตำแหน่งและดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ของนายพีระพันธุ์ฯ เข้าข่ายขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ และคุณสมบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ครั้งที่ นายเศรษฐา ทวีสิน ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การที่รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง มีพฤติกรรมที่ขัดกับรัฐธรรมนูญแบบนี้ ย่อมไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะตัวของรัฐมนตรีเท่านั้น แต่จะมีปัญหาในการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กระทบไปถึงสถานะการดำรงตำแหน่งของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เสนอทูลเกล้าฯ อีกด้วย
อีกทั้ง อาจมีผล ลุกลามกระทบต่อสถานะ กก.บห.พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่นายพีระพันธุ์ฯดำรงตำแหน่ง เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ตาม พรป.พรรคการเมืองอีกด้วย
ส่วนที่ถามว่า กรณีมีข้อสงสัยสถานะความเป็นรัฐมนตรีของนายพีระพันธุ์ฯสิ้นสุดลงหรือไม่ สามารถดำเนินการตรวจสอบช่องใดได้บ้างนั้น “ดร.ณัฏฐ์” กล่าวว่า โดยหลัก รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ตรวจสอบได้ ทั้ง สส. สว. กกต.หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่อำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ แต่หากช่องทาง ล่ารายชื่อ สส.หรือ สว.ค่อนข้างรวดเร็วที่สุด เพราะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบ มาตรา 82 วรรคสาม ประชาชนสามารถยื่นคำร้องของให้ กกต.ตรวจสอบได้ ส่วนสมาชิกรัฐสภา โดย สส.หรือ สว. จำนวนหนึ่งในสิบของสมาชิกแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกสภาแห่งนั้น เพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง เหมือนที่ สว.สีน้ำเงิน ร้องตรวจสอบต่อประธานวุฒิสภา ปมใช้อำนาจแทรกแซงของนายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกและ รมว.กลาโหม และนายทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม หากมีความสงสัยว่าคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่เปิดช่องให้ประชาชนยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงเว้นแต่ ตามมาตรา 213 ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ ซึ่งอีกช่องทางหนึ่ง หากสงสัยในคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงหรือไม่ ประชาชนสามารถยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 231(1) ทั้งนี้ ต้องร้องขอให้ ปปช.ตรวจสอบ การขัดกันว่าด้วยผลประโยชน์เพื่อตรวจสอบ ตามมาตรา 235 วรรคหนึ่ง(1) กรณีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอีกช่องทางหนึ่งได้