โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังย้ำว่า ที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการประท้วงกัมพูชาแล้ว 2 ฉบับ เพื่อให้กัมพูชายุติการยั่วยุ และคุกคามอธิปไตยไทย รวมถึงรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เกิดเหตุปะทะเมื่อ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา และกระทรวงการต่างประเทศ ได้บรรยายสรุปแก่คณะทูตานุทูต และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศประจำประเทศไทยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา รวมถึงเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ได้มีหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติ และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการละเมิดอธิปไตยของฝ่ายกัมพูชา ที่โจมตีประเทศไทยโดยไม่เลือกเป้าหมาย และชี้แจงความจำเป็นของประเทศไทยในการตอบโต้ เพื่อป้องกันตนเอง พร้อมขอให้ประชาคมโลก กดดันกัมพูชาให้ยุติความเป็นปรปักษ์ทุกรูปแบบ เพื่อร่วมกับประเทศไทยในการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธี โดยสถานทูต และสถานกงสุลไทยทั่วโลก ได้ชี้แจงประเทศเจ้าบ้านให้รับทราบสถานการณ์ รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศหลายสัญชาติ เพื่อให้รับทราบข้อเท็จจริงแล้ว ซึ่งเป็นการดำเนินการเชิงรุกของกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูลของฝ่ายกัมพูชา
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ขอให้ประชาชนคนไทยในกัมพูชา ที่ไม่มีเหตุจำเป็นในการพำนักในกัมพูชา พิจารณาเดินทางออกจากกัมพูชา และคนไทยที่ไม่มีความจำเป็น งดเว้นการเดินทางไปกัมพูชา จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยในพื้นที่ ซึ่งประชาชนที่มีเหตุฉุกเฉิน สามารถติดต่อสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ และสถานกงสุลใหญ่เสียมราฐได้
ส่วนกรณีนักกีฬาซีเกมส์ชาวกัมพูชาขอถอนตัวจากการแข่งขันนั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงว่า กระทรวงการต่างประเทศ ไม่ได้รับการประสานงาน เนื่องจาก ฝ่ายกัมพูชาติดต่อกับการกีฬาแห่งประเทศไทย หรือ กกท.โดยตรง ซึ่งเป็นสิทธิของฝ่ายกัมพูชา แต่ฝ่ายไทยนั้น นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้แยกเรื่องกีฬา และชายแดนออกจากกัน และเมื่อชาวกัมพูชาอยู่ในประเทศไทย ให้ดูแลความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งหากนักกีฬาชาวกัมพูชา ยังอยู่ต่อประเทศไทย เพื่อร่วมแข่งขันต่อ ก็พร้อมอำนวยความสะดวกความปลอดภัยอย่างสูงสุด แต่เมื่อนักกีฬาตัดสินใจกลับ ประเทศไทยก็ไม่สามารถห้ามได้