ครั้งที่หนึ่ง หากรัฐสภาประสงค์จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐสภาต้องร้องขอให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีการออกเสียงประชามติก่อนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบ ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งอาจเกิดขึ้นก่อนการเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ต่อรัฐสภาตามมาตรา 256 (1)
ครั้งที่สอง การออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมซึ่งได้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่รัฐสภาพิจารณาญัตติเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมกรณีดังกล่าว จนแล้วเสร็จ ซึ่งต้องเป็นการให้ความเห็นชอบแต่ละประเด็นทุกประเด็น ทั้งวิธีการและเนื้อหา ในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมก่อนการดำเนินการต่อไปของรัฐสภา
และครั้งที่สาม ภายหลังจากจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว อนึ่ง การออกเสียงประชามติครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สองอาจดำเนินการพร้อมกันในคราวเดียวได้ ซึ่งประชาชนย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในการออกเสียงประชามติทุกครั้ง"
จากคำวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นที่ชัดเจนว่า รัฐสภาต้องเป็นผู้ริเริ่มตั้งคำถามที่ 1 ว่าประชาชนจะเห็นสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ กระบวนการดำเนินการเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นคำถามที่ 1 อาจดำเนินการโดย รัฐสภาเสนอญัตติล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อประธานรัฐสภา โดยมีสมาชิกรัฐสภารับรองไม่น้อยกว่า 10 คน ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 29 ว่าประชาชนจะเห็นสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยเป็นการเสนอญัตติเพื่อดำเนินการตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ระบุว่า “การทำประชามติครั้งที่หนึ่ง หากรัฐสภาประสงค์จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐสภาต้องร้องขอให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีการออกเสียงประชามติก่อนการพิจารณา
ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบ ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” โดยเป็นการทำประชามติตามมาตรา 9 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 ซึ่งมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่กำหนดว่า “เมื่อมีกรณีที่จะต้องจัดให้มีการออกเสียงตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 9 (1) ให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และให้นายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงตามวันที่กำหนดตามที่ได้หารือร่วมกับคณะกรรมการ ซึ่งต้องไม่เร็วกว่าเก้าสิบวันและไม่ช้ากว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภา ทั้งนี้ หากพิจารณาเห็นว่าวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปหรือวันเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น เนื่องจากดำรงตำแหน่งครบวาระแล้วแต่กรณี อยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน อาจกำหนดให้วันออกเสียงเป็น วันเดียวกับวันเลือกตั้งก็ได้ แต่ต้องไม่เร็วกว่าหกสิบวันและไม่ช้ากว่
ดังนั้น จากวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นที่ชัดเจนว่า รัฐสภาต้องเป็นผู้ริเริ่มตั้งคำถามที่ 1 ว่าประชาชนจะเห็นสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยกระบวนการดำเนินการเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นคำถามที่ 1 ดำเนินการโดยรัฐสภาเสนอญัตติล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อประธานรัฐสภา โดยมีสมาชิกรัฐสภารับรองไม่น้อยกว่า 10 คน ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 29 ว่าประชาชนจะเห็นสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเป็นการทำประชามติตามมาตรา 9 (1) ประกอบมาตรา 10 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 โดยเมื่อรัฐสภามีมติแล้วให้แจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และให้นายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงตามวันที่กำหนดตามที่ได้หารือร่วมกับคณะกรรมการ ซึ่งต้องไม่เร็วกว่า 60 วันและไม่ช้ากว่า 150 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภา