นายมาริษ ยังย้ำว่า ท้ายที่สุด ทางรอดของไทยคือ “การเป็นศูนย์กลางที่สมดุล” ของภูมิภาค เพราะขณะที่โลกกำลังเข้าสู่ยุค “Tech Geopolitics” ที่เทคโนโลยีคืออาวุธ และแร่หายากคือกระสุน ไทยจึงไม่ควรยอมเป็นเพียง “สนามรบของมหาอำนาจ” แต่ต้องกลายเป็น “ศูนย์กลางของสมดุล” (Hub of Balance) ที่สามารถใช้ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจของตนเอง เพื่อสร้างอำนาจต่อรองใหม่ และกำหนดเกมด้วยมือของเราเองได้ พร้อมย้ำว่า “อย่ายอมให้ไทยเป็นหมาก — แต่ทำให้ไทยเป็นผู้เดินหมาก” และถึงเวลาแล้ว ที่ประเทศไทยต้องมียุทธศาสตร์ชาติด้าน “การทูตเทคโนโลยี” อย่างแท้จริง เพื่อรักษาอธิปไตยทางเทคโนโลยี (Tech Sovereignty) และต่อยอดทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็น พลังทางเศรษฐกิจใหม่ ดังนั้น ไทย จะต้องกล้าที่จะเจรจาในฐานะ “ผู้กำหนดทิศทาง” ไม่ใช่ “ผู้ถูกกดดันให้เลือกข้าง”
ขณะที่ นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่บุคคลในรัฐบาล ทั้งนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมต่างระบุถึงการลงนาม MOU ความร่วมมือแร่หายากระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา สามารถยกเลิกเมื่อใดก็ได้ และไม่มีผลผูกพัน โดยเห็นว่า รัฐบาล ควรออกมาชี้แจงให้ละเอียดชัดเจนว่า MOU ฉบับนี้ ประเทศชาติ และประชาชนคนไทย จะได้ประโยชน์อะไรอย่างไรมากกว่าการออกมาระบุว่า ไม่มีผลผูกพัน
นายรัศม์ ยังไม่เชื่อว่า หากการเซ็นแล้วไม่มีผลผูกมัดแล้ว อีกฝ่ายก็ย่อมไม่ต้องมีผลผูกมัดด้วย ดังนั้นแล้ว จะเซ็นไปทำไม? และการที่รัฐบาลออกมาชี้แจงเช่นนี้แล้ว อีกฝ่ายที่ลงนามด้วยจะพอใจ และมีความเชื่อมั่นในฝ่ายไทยหรือไม่ และในสายตาของชาวโลก ที่ไทยเพิ่งไปลงนามมาแล้ว และมาประกาศว่า ไม่มีผลผูกพันนั้น จะทำให้ประเทศไทยน่าเชื่อถือขึ้น หรือเป็นไปในทางตรงกันข้ามกันหรือไม่