เนชั่นทีวี

การเมือง

เขากระโดง...ใคร “โกง” ความจริง?

04 ต.ค. 2568 | thunchanok_kul

เขากระโดง...ใคร “โกง” ความจริง?

ใครโกงความจริง? “ที่ดินเขากระโดง” เปิดเอกสารคำพิพากษาชี้ชัด กรมที่ดิน มีอำนาจเพิกถอนได้ทันที ไม่ต้องรอฟ้อง "รายแปลง"

ทาง 2 แพร่งที่ “แยกเขากระโดง”

ประเด็นร้อนที่ดิน "เขากระโดง" จังหวัดบุรีรัมย์ ยังคงเป็นทางสองแพร่งของหน่วยงานรัฐ หลัง กรมที่ดิน และฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ คีย์แมนภูมิใจไทย ยืนกรานให้การรถไฟฯ ต้องไปฟ้องเพิกถอนโฉนดเป็นรายแปลง ทั้งที่คำพิพากษาศาลฎีกายืนยันสิทธิ์ในที่ดินของการรถไฟฯ แล้ว

กรมที่ดินถูกตั้งคำถาม : อ้างเหตุไม่เพิกถอนเพราะกลัว 157 และแนวเขตไม่ตรง?

  • ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์แล้ว ที่ดินแปลงไหนศาลพิพากษาให้เพิกถอนโฉนด ก็เพิกถอนทั้งหมด (ยกตัวอย่าง 35 แปลง)
  • ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองแล้ว ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61
  • แต่สำรวจแนวเขตกับ ร.ฟ.ท. มีปัญหา พื้นที่ไม่ใช่ 5,083 ไร่ แต่เป็น 4 พันกว่าไร่
  • เป็นเหตุให้ “ไม่เพิกถอน”

คำถาม : เมื่อศาลพิพากษา อ้างอิงที่ดินทั้งแปลงว่าเป็นของ ร.ฟ.ท. เหตุใดจึงไม่ใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร “เพิกถอน” จะได้ไม่ต้องมีคดีมากมายรกศาล

ข้อจำกัด : หากเพิกถอนโฉนดแปลงอื่น อาจโดนฟ้องกลับ และ จนท.ที่ดิน โดน 157 ย้อนหลัง

ข้อเสนอ : ให้ ร.ฟ.ท.ฟ้องรายแปลง

การรถไฟฯ พลิกเกม ฟ้อง 2 แปลง “ไข่แดง”

หลังจากถูกตั้งคำถามมาตลอดว่าเหตุใดไม่ยอมฟ้องรายแปลง ล่าสุด การรถไฟฯ มีความเคลื่อนไหวสำคัญ โดยตัดสินใจ ฟ้องเพิกถอนโฉนด 2 แปลง บริเวณแยกเขากระโดงด้วยตนเอง

  • การรถไฟฯ ถูกตั้งคำถามมาตลอดว่าเหตุใดไม่ฟ้องรายแปลง
  • การฟ้องศาลปกครองบังคับให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนด เป็นการ “เดินอ้อม” หรือไม่
  • ล่าสุดมีการฟ้องรายแปลง โฉนดเลขที่ 3466 และเลขที่ 8564 บริเวณแยกเขากระโดง ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์
  • โฉนดแรก 7 ไร่ 1 งาน 55.8 ตารางวา ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ คือ บริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด
  • โฉนดที่สอง 37 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ คือ ภรรยาอดีตนักการเมืองบ้านใหญ่บุรีรัมย์
  • สาเหตุที่ฟ้องเพิกถอน 2 แปลงนี้ เพราะคณะกรรมการ ป.ป.ช.เคยมีมติว่า ออกโฉนดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และเป็น “แปลงไข่แดง” ใน 5,083 ไร่

ข้อสังเกต : ส่งเรื่องให้ อสส.ฟ้องแทน ตั้งแต่ 21 มี.ค.68 แต่เงียบ สุดท้ายจึงนำมาฟ้องเอง

คำถาม : ฟ้องเองทีละแปลง ใช้เวลานานแค่ไหน ต้องฟ้องทั้ง 900 กว่าแปลงเลยหรือไม่

**บทพิสูจน์ความจริงใจของรัฐบาล ว่าจะใช้อำนาจบริหาร หรือโยนกลับไปให้ฝ่ายตุลาการ เพื่อซื้อเวลา

จากประเด็น “ทาง 2 แพร่ง ที่แยกเขากระโดง” หลายคนอาจจะงงว่า เหตุใดๆ ไปๆ มาๆ “กรมที่ดิน” ดูจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ ทั้งๆ ที่ในรัฐบาลเพื่อไทย “กรมที่ดิน” ดูจะเป็น “ผู้ร้าย” เพราะไม่ยอมเพิกถอนโฉนดเขากระโดง ทั้งที่มีคำพิพากษาศาลฎีกา จนมีการโยกย้ายอธิบดีกรมที่ดิน เปลี่ยนอธิบดีคนใหม่ เพื่อเข้ามาเพิกถอนโฉนดทันที

แต่พอรัฐบาลเพื่อไทยเริ่มมีเค้า “ไปไม่รอด” ปรากฏว่า กรมที่ดิน และฝ่ายมหาดไทย พลิกเกม ไม่ยอมเพิกถอนโฉนดเขากระโดง และเมื่อเห็นว่ารัฐบาลเพื่อไทยพ้นจากอำนาจแน่ๆ ก็มีการตั้งโต๊ะแถลงปฏิเสธการเพิกถอนโฉนดอย่างเป็นทางการ พร้อมย้ำว่า สิ่งที่รัฐมนตรียุคเพื่อไทยสั่งให้ดำเนินการนั้น ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

ที่สำคัญ “คีย์แมนภูมิใจไทย” กลับท้าเช้าท้าเย็น ให้การรถไฟฯ ฟ้องเพิกถอนเป็นรายแปลง เพื่อให้ศาลพิพากษา แล้วกรมที่ดินจะนำคำพิพากษามาเพิกถอนโฉนด เหมือนกับ 35 แปลงที่ศาลฎีกาเคยพิพากษาไว้แล้ว

เรื่องดำเนินมาถึงตรงนี้ ทำให้สังคมเริ่มสับสน และมองว่า สงสัยกรมที่ดินจะเป็นฝ่ายถูก หนำซ้ำ “คีย์แมนภูมิใจไทย” ยังเย้ยเพื่อไทยว่า ยึดมหาดไทยไป 2 เดือน ทำไมยังเพิกถอนโฉนดไม่ได้ แปลว่าสิ่งที่จะดำเนินการนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือ “ทำไม่ได้จริงตามที่ประกาศ” ใช่หรือไม่

และการรถไฟฯ กลับกลายเป็นฝ่ายที่ถูกตั้งคำถามว่า เหตุใดไม่ยื่นฟ้องเพิกถอนเป็นรายแปลง เพราะไม่จำเป็นต้องเพิกถอนทั้ง 995 แปลง แต่เลือกฟ้องบางแปลง เช่น “โซนไข่แดง” หรือ แปลงของ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ก็ได้

แต่แล้ว เรื่องก็พลิกมาอีกด้าน เมื่อล่าสุดมีความเคลื่อนไหวของการรถไฟฯ ที่ดึงเรื่องมาฟ้องเอง 2 แปลง เป็นแปลงของ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” เนื้อที่กว่า 37 ไร่ และแปลง บริษัท ศิลาชัยฯ โรงโม่หินชื่อดังของจังหวัด เนื้อที่กว่า 7 ไร่ โดยอ้างมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ชี้มูลเอาไว้ “เป็นฐาน” หรือ “หลักฐานสำคัญ” ในการดำเนินคดี ว่าที่ดิน 2 แปลงนี้ ออกโฉนดโดยมิชอบ

ทำไปทำมา การรถไฟฯ กำลังพลิกกลับมาเป็นพระเอก แต่ก็น่าแปลกใจว่า เหตุใด “คีย์แมนภูมิใจไทย” จึงท้าฟ้องรายแปลง แถมท้ารายวันอีกด้วย

 

เปิดคำพิพากษาชัดๆ ถอนเขากระโดงไม่ต้องฟ้องรายแปลง!

คำพิพากษาศาลปกครอง ชี้ให้เห็นว่า การฟ้องรายแปลง เป็นการ “เดินอ้อม” และ “ถ่วงเวลา” ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งๆ ที่ ที่ดินเขากระโดงสามารถกลับมาเป็นของรัฐได้ทันที

เขากระโดง...ใคร “โกง” ความจริง?

นี่คือคำพิพากษาศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2566 ซึ่งใช้เป็นฐานให้กรมที่ดิน ดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดง เป็นคดีที่การรถไฟฯ ฟ้องกรมที่ดิน และอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งคดีนี้ถึงที่สุดแล้ว เพราะไม่มีการยื่นอุทธรณ์

เขากระโดง...ใคร “โกง” ความจริง?

โดยหน้าที่ 27…เขียนไว้ชัดเจนแบบนี้

“แม้ในคำพิพากษาของศาลฎีกาทั้งสองคดี และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะไม่ได้วินิจฉัยให้เพิกถอนที่ดินแปลงอื่นๆ นอกเหนือจากที่ปรากฏเป็นข้อพิพาทในคดีก็ตาม แต่คำพิพากษาดังกล่าวก็ได้วินิจฉัยอย่างชัดแจ้งถึงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี (การรถไฟฯ) ผู้ฟ้องคดีจึงสามารถใช้ยันกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกนั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า

อีกทั้งที่ดินบริเวณที่ศาลมีคำพิพากษากล่าวอ้างถึง มีฐานะเป็นที่ดินของรัฐซึ่งสามารถใช้จัดทำบริการสาธารณะให้แก่ประชาชนโดยทั่วไปได้ หาใช่มีผลผูกพันเฉพาะคู่ความในคดี...”

คำพิพากษาส่วนนี้ ชี้ชัดว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้ผูกพันเฉพาะคู่ความ 35 แปลง ตามที่ “คีย์แมนภูมิใจไทย” กล่าวอ้าง แต่ผูกพันที่ดินแปลงอื่นในเขากระโดง 5,083 ไร่ด้วย พูดง่ายๆ คือต้องโดนเพิกถอนทั้งหมด

และในคำพิพากษาหน้า 30 ยังระบุเป็นเชิง “หักข้อต่อสู้ของกรมที่ดิน”เอาไว้อย่างชัดแจ้งว่า…

(กรณีที่การรถไฟฯไม่ยอมใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล เพื่อเพิกถอนโฉนดรายแปลง)...”ศาลเห็นว่า มาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่ได้จำกัดอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง (กรมที่ดิน และอธิบดีกรมที่ดิน) จะเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเฉพาะกรณีที่จะต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุดเท่านั้น แต่ยังได้กำหนดอำนาจหน้าที่ รวมถึงวิธีการและขั้นตอนต่างๆ กรณีที่ความปรากฏแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เองว่า มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้แก่ผู้ใดโดยคลาดเคลื่อน หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง (กรมที่ดิน และอธิบดีกรมที่ดิน) ที่จะใช้อำนาจตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง

และหากพบว่ามีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมที่ดิน) ที่จะมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิที่ดินได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้ผู้ฟ้องคดี (การรถไฟฯ) ไปฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาลเสียก่อน ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงไม่อาจรับฟังได้”

สรุปง่ายๆ ก็คือ

1.ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 ไม่ได้ระบุหรือจำกัดอำนาจให้กรมที่ดิน เพิกถอนโฉนดได้ เฉพาะที่มีคำพิพากษาศาลถึงที่สุดแล้วเท่านั้น

**แต่ถ้าความปรากฏแก่กรมที่ดินว่า มีการออกโฉนดหรือหนังสือแสดงสิทธิฯ ไม่ถูกต้อง ก็เพิกถอนได้เลย

2.ไม่มีความจำเป็นต้องให้การรถไฟฯไปฟ้องรายแปลง เพราะคำพิพากษาศาลฎีกา และศาลอุทธรณ์ ชี้ชัดรับรองการเป็นกรรมสิทธิ์ที่ดินเขากระโดง ว่าเป็นของการรถไฟฯไว้หมดแล้ว

3.สรุปคือ เพิกถอนได้ทันที ไม่ต้องไปฟ้องรายแปลงอีก

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ รู้หรีอยังว่า ใครเล่นเกม!!!

เขากระโดง...ใคร “โกง” ความจริง? เขากระโดง...ใคร “โกง” ความจริง?

 

จบไหม? “รถไฟ-ที่ดิน” รับรองแนวเขตเขากระโดง

บทสรุปตามคำพิพากษา ซึ่งเราสรุปไว้ 2 ข้อ คือ

  1. การที่กรมที่ดินจะเพิกถอนโฉนด หรือหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ไม่ใช่เพิกถอนได้เฉพาะเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วเท่านั้น แต่ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 เปิดช่องให้ใช้เหตุผลอื่นได้ด้วย โดยเฉพาะเมื่อ “ความปรากฏ” แก่กรมที่ดินว่ามีการออกโฉนดหรือหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน เช่น นส. 3 ไม่ถูกต้อง กรมที่ดินเพิกถอนได้เลย ไม่ต้องให้ไปฟ้องรายแปลง ไม่ต้องรอคำพิพากษา
  2. สำหรับคดีเขากระโดง คำพิพากษาศาลฎีกา 2 ฉบับ และศาลอุทธรณ์ภาค 3 อีก 1 ฉบับ ชี้ชัดหมดแล้วว่า ที่ดิน 5,083 ไร่ เป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟฯ ซึ่งมีผลผูกพันทั้งแปลง ไม่ใช่เฉพาะแปลงคู่ความในคดี ฉะนั้นกรมที่ดินใช้เหตุผลข้อ 1 เพิกถอนได้เลย

ส่วนการแนะนำให้การรถไฟฯไปฟ้องรายแปลง แล้วนำคำพิพากษามาส่งให้กรมที่ดินเพิกถอนนั้น ศาลปกครองเขียนไว้ชัดเลยว่า เป็นข้อต่อสู้ในศาลอยู่แล้ว และศาลชี้ไว้แล้วว่า การรถไฟฯไม่จำเป็นต้องฟ้องรายแปลง

ขณะนี้ จึงยังเหลืออีกประเด็นเดียวที่ฝ่าย “คีย์แมนภูมิใจไทย” และกรมที่ดินยังใช้เป็นเหตุผลในการไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดง คือการอ้างว่า การรถไฟฯไม่มีแผนที่ยืนยัน

แต่จริงๆ แล้ว การรถไฟฯ ใช้แผนที่ไปสู้คดีในศาล จนชนะมาแล้วทุกศาล ซึ่งศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์รับรองหมดแล้ว

และวันนี้เรามีหลักฐานมาเพิ่มเติม คือ การตั้งคณะกรรมการขึ้นมารับรองแนวเขตที่ดินเขากระโดงของการรถไฟฯ โดยกรรมการมีตัวแทนทั้งการรถไฟฯ และกรมที่ดิน รวมถึงผู้เกี่ยวข้องครบถ้วน

ปรากฏหลักฐานชัดว่า มีการตั้งกรรมการ ลงพื้นที่ตรวจสอบแนวเขต ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม  และทำงานร่วมกันเรื่อยมา กระทั่งรับรองแนวเขตเรียบร้อย มีกระบวนการยื้อกันพอสมควร  จนสุดท้ายยอมลงนามรับรองทั้งสองฝ่ายในที่สุด เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่พรรคเพื่อไทยเข้าไปคุมกระทรวงมหาดไทย จึงกล้าประกาศว่า สามารถเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดงได้ทันที แต่กลับมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นเสียก่อน

เขากระโดง...ใคร “โกง” ความจริง?

แผ่นแรก คือ หนังสือจากการรถไฟแห่งประเทศไทย แจ้งอธิบดีกรมที่ดิน สรุปการประชุมร่วมกันระหว่างการรถไฟฯ กับ สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ เรื่องรับรองแนวเขตที่ดินเขากระโดง พร้อมรังวัดใหม่ จบเรียบร้อย พร้อมส่งเอกสารแนบ เพื่อให้กรมที่ดินดำเนินการต่อ (ซึ่งก็คือเพิกถอนนั่นเอง)

เขากระโดง...ใคร “โกง” ความจริง?

แผ่นที่ 2 เป็นรายงานการประชุมรอบสุดท้ายก่อนสรุป เมื่อปลายเดืนสิงหาคม 2568 ระหว่างการรถไฟฯ กับกรมที่ดิน อ้างถึงการทำงานที่ทำร่วมกันอย่างต่อเนื่อง มีทีมรังวัด 2 ชุด จากตัวแทนทั้ง 2 ฝ่าย กระจายกันลงพื้นที่เพื่อ “ปักหลักเขต” ในทางโค้ง ทุกๆ ระยะ 10 เมตรกันเลยทีเดียว

ส่วนทางตรง ให้ปักหลักเขตจากจุดเริ่มต้นถึงจุดสิ้นสุดทางตรงได้เลย โดยทีมรังวัด 2 ชุดที่ว่านั้น ยังสับเปลี่ยนทุกสัปดาห์ รวมแล้ว 8 ชุด เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน และพบค่าพิกัดตำแหน่งที่ต้องปรับปรุง 34 หมุด สุดท้ายก็ทำเสร็จเรียบร้อย  รับรองตรงกันทั้งสองฝ่าย

เขากระโดง...ใคร “โกง” ความจริง?

นี่คือภาพแนวเขตที่เห็นชอบร่วมกัน เนื้อที่ที่ไม่มีการโต้แย้ง เหลือ 4 พันกว่าไร่ และมีลายเซ็นที่ลงนามรับรองแล้ว

เขากระโดง...ใคร “โกง” ความจริง?

แม้แนวเขตที่ไม่มีข้อโต้แย้งของที่ดินเขากระโดง จะมีเนื้อที่เหลือ 4 พันกว่าไร่ แต่บรรดา “แปลงไข่แดง” ซึ่งเป็นของตระกูลการเมืองชื่อดังของจังหวัด และกิจการของตระกูล ก็ยังอยู่ตรงกลาง หรือใจกลางพื้นที่

คำถามคือ แบบนี้เพิกถอนได้ทันที...ไม่ต้องไปฟ้องรายแปลง...ใช่หรือไม่ ???