สว.สำรอง หอบหลักฐานขึ้นโรงพัก แจ้งจับ 7 กกต.เอาผิดคดีฮั้ว สว.
03 ต.ค. 2568

สว.สำรอง หอบโพยฮั้วขึ้นโรงพัก แจ้งจับ กกต.ทั้งคณะ ปมทุจริตฮั้วเลือก สว. - ละเว้นปฏิบัติหน้าที่มิชอบ - จงใจประวิงเวลาคดี ยันหลักฐานชัดโยง "สว.สีน้ำเงิน"
การเมือง
03 ต.ค. 2568

สว.สำรอง หอบโพยฮั้วขึ้นโรงพัก แจ้งจับ กกต.ทั้งคณะ ปมทุจริตฮั้วเลือก สว. - ละเว้นปฏิบัติหน้าที่มิชอบ - จงใจประวิงเวลาคดี ยันหลักฐานชัดโยง "สว.สีน้ำเงิน"
3 ตุลาคม 2568 ที่ สน.ทุ่งสองห้อง นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง พร้อมด้วยทีมทนายความ ได้เข้ายื่นร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีอาญากับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งคณะ รวมถึงนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. โดยกล่าวหาว่า มีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จนทำให้กระบวนการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ผ่านมาเสียหายอย่างร้ายแรง โดยทั้งหมดถูกกล่าวหาว่า
"อาจมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในการเลือกตั้ง สว. รอบที่ผ่านมา จึงขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, พรป. ป.ป.ช. มาตรา 172 รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง"
นายอัครวัฒน์ กล่าวย้ำว่า เหตุผลที่ต้องออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ เนื่องจากพบพฤติกรรมที่ไม่สุจริตชัดเจนในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 โดยเล่าว่ามีการ “จัดทีม” ผู้สมัครที่แต่งกายเหมือนกัน เดินทางมาพร้อมกันเป็นหมู่คณะ ใช้รถตู้รับส่งจำนวนมาก รวมถึงมีการจัดอบรมสัมมนาที่โรงแรมหลายแห่ง ทั้งในจังหวัดอยุธยา ปทุมธานี นครนายก และกรุงเทพมหานคร เพื่อวางแผนเลือกตั้งแบบเป็นขบวนการ
“สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้นในระบบประชาธิปไตย ทุกคนคาดหวังว่าการเลือกตั้ง สว. จะต้องสุจริต เที่ยงธรรม และเป็นไปตามระเบียบของกกต. แต่สิ่งที่ปรากฏกลับตรงกันข้าม” นายอัครวัฒน์ กล่าว
นายอัครวัฒน์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นวันที่มีประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจนถึงปัจจุบัน เวลากว่าปีได้ล่วงไป แต่ กกต. ยังไม่สามารถชี้แจงหรือแก้ไขข้อสงสัยได้ ทั้งที่มีกระแสสังคมและหลักฐานจำนวนมากบ่งชี้ถึงการทุจริต
“เราทวงถาม กกต.มาตลอด แต่ไม่เคยได้รับคำตอบที่ชัดเจน ประชาชนจึงยังไม่ได้รับความเป็นธรรม คดีต่าง ๆ ถูกปล่อยให้ยืดเยื้อ ทั้งที่ความจริงหลายเรื่องปรากฏชัดแล้ว” นายอัครวัฒน์ ระบุ
นายอัครวัฒน์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนรัฐบาลและการแต่งตั้งบุคคลในกระทรวงยุติธรรม อาจมีส่วนทำให้การดำเนินคดีล่าช้า โดยเฉพาะการแต่งตั้งบุคคลที่มีความเกี่ยวโยง กับกลุ่มการเมืองในจังหวัดบุรีรัมย์ เข้ามามีบทบาทในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทำให้ประชาชนกังวลว่าจะเกิดการแทรกแซง แม้โฆษกกระทรวงยุติธรรมจะออกมาอธิบายว่าคดีนี้ยังอยู่ในอำนาจของ กกต. และไม่มีการแทรกแซง แต่ตนเชื่อว่ามีการ “จัดการเบื้องหลัง” เพื่อถ่วงเวลาและปิดบังความจริง
สำหรับหลักฐานที่ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ นายอัครวัฒน์ เผยว่า มีทั้งเอกสารและข้อมูลจาก สำนวนการสืบสวนชุดที่ 26 ซึ่งเขายืนยันว่า เป็นหลักฐานที่หนักแน่นและสามารถนำไปใช้ในศาลได้
“นี่เป็นหนึ่งในคดีเลือกตั้ง ที่มีหลักฐานมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร ภาพถ่าย หรือคำให้การ เรามั่นใจว่าหากกระบวนการยุติธรรมเดินหน้าอย่างตรงไปตรงมา ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องถูกนำตัวมารับผิดชอบ” นายอัครวัฒน์ กล่าวอย่างหนักแน่น
นายอัครวัฒน์ ตั้งข้อสังเกตว่า คดีที่มีหลักฐานปรากฏตั้งแต่แรก กลับถูกปล่อยให้ยืดเยื้อนานนับเดือนนับปี โดยที่ กกต. ไม่ได้เร่งตรวจสอบหรือชี้แจงข้อมูลต่อประชาชน ทั้งที่มีสำนวนการสืบสวนเบื้องต้นอยู่ในมือแล้ว นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลต่อการแต่งตั้งบุคคลในกระทรวงยุติธรรม ที่อาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรม โดยเกรงว่าการเปลี่ยนตัวบุคคลในบางตำแหน่งอาจกลายเป็นการแทรกแซงทางอ้อม
นายอัครวัฒน์ ยังกล่าวถึงพฤติกรรมที่เรียกว่า การใช้กลไกทางการเมือง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์บางอย่าง ซึ่งถือเป็นปัญหาร้ายแรงที่ย้ำชัดว่า จำเป็นต้องเปิดเผยสำนวนการสอบสวน และพยานหลักฐานทั้งหมดต่อสาธารณะ
นายอัครวัฒน์ ระบุว่า ข้าราชการบางกลุ่มยังคงยึดมั่นในหลักการ โดยเฉพาะทีมสืบสวนที่ทำสำนวน “ชุดที่ 26” ซึ่งทำงานอย่างซื่อสัตย์และพยายามรักษาความยุติธรรมไว้ แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ กกต. ว่า ไม่เป็นไปตามระเบียบและมีการละเว้นหน้าที่ ขณะเดียวกันยังตั้งข้อสงสัยต่อความโปร่งใส เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและการแต่งตั้งบุคคลที่อาจเกี่ยวพันกับผู้มีอำนาจในกระบวนการเลือกตั้ง
ย้ำว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่เกมการเมืองส่วนตัว แต่เป็นการใช้กฎหมาย เพื่อทวงคืนความยุติธรรมในฐานะผู้มีส่วนได้เสียจากการเลือกตั้ง สว. โดยชี้ว่าหลักฐานทั้งเอกสารและสำนวนสืบสวน มีความชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินคดี พร้อมย้ำว่ากระบวนการยุติธรรมต้องเดินหน้าอย่างโปร่งใสและไม่ถูกแทรกแซง เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนที่สั่นคลอน
ข่าวล่าสุด