“วันนี้คนน้ำยืน คนอุบลราชธานี อยากจะให้ช่องอ่านม้าเคลียร์โซนนิ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นของไทย เพราะตอนนี้ชาวบ้านเริ่มมีความกังวล อย่าว่าแต่แค่เช้าน้ำยืน เพราะเชื่อว่าคนทั้งประเทศก็มีความกังวลว่าจะไปซ้ำรอยที่ปราสาทตาควาย จะเสียช่องอานม้าไปหรือไม่ เพราะช่องอ่านม้าเป็นของเรา ของๆเราคือของของเรา”
ทั้งนี้ จึงอยากสะท้อนไปยังรัฐบาล อยากจะให้มีความเข้มข้น เข้มแข็ง และอยากให้เข้าใจว่าคนในพื้นที่ไม่อยากจะเสียช่องอานม้า ดังนั้นจึงอยากให้ทำอย่างไรก็ได้ อย่าให้เสียพื้นที่บริเวณช่องอ่านม้าไปเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นความพยายามของทหารที่แลกมาด้วยการบาดเจ็บ ล้มตายก่อนการหยุดยิง จะเปล่าประโยชน์
ซึ่งส่วนตัวเข้าใจว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นการหยุดยิง แต่ต้องหนักแน่น และทำอย่างไรก็ได้ทุกวิถีทางให้พื้นที่บริเวณช่องอานม้าเคลียร์ให้ชัดเจนว่าเป็นของไทย 100% พร้อมย้ำว่า พื้นที่นี้ เป็นของไทยมาตลอด แต่กัมพูชามาบุกรุก สร้างบ้าน สร้างอนุสาวรีย์ตาอม ดังนั้นวันนี้เป็นโอกาสแล้วก็ควรที่จะต้องดำเนินการเพราะไม่เช่นนั้นอาจจะต้องเสียช่องอานม้าตลอดไปก็ได้
ส่วนกรณีที่กัมพูชาพาทูตนานาชาติ ขึ้นไปที่บริเวณอนุสาวรีย์ตาอม แต่ทางประเทศไทยไม่ได้พาไปดูข้อเท็จจริงบริเวณช่องอานม้านั้น กังฟู วสวรรธ์ ยอมรับว่า ตนเองรู้สึกอึดอัดใจและคาใจ ว่าทำไมประเทศไทยถึงไม่มีการพาคณะทูตไปที่บริเวณช่องอานม้าเช่นเดียวกับกัมพูชา เพราะก่อนหน้าที่คณะทูตจะลงพื้นที่มา ก็มีข้อมูลว่าคณะผู้แทนทูต ได้มีการไปสำรวจพื้นที่ความเสียหายบริเวณบ้านนาสามัคคี ตำบลศรีวิเชียร มาแล้ว ซึ่งตนเองได้พยายามเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการพาทูตมาที่บริเวณช่องอานม้าด้วย แต่ก็ไม่เป็นผลทำให้รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน
ดังนั้นสิ่งที่ตนเองในฐานะคนพื้นที่ทำได้ คือการเดินทางไปยื่นหนังสือถึงประเทศมหาอำนาจอย่างประเทศจีน โดยได้ไปยื่นหนังสือในวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมาแล้ว และได้ไปพูดคุยสื่อสารทำความเข้าใจ และชี้แจงข้อเท็จจริงกับเอกอัครราชทูต ถึงเรื่องช่องอานม้า โดยเฉพาะประเด็น การละเมิด MOU43 และละเมิดกฏหมายระหว่างประเทศ ซึ่งกัมพูชาได้มีการดำเนินการมานานกว่าเป็น 10 ปี รวมถึงยังมีการดูถูกศักดิ์ศรีคนไทยในการเข้าพื้นที่มาแบบไม่กลัวอะไรเลย
และหลังจากนี้ ตนเองก็จะเดินหน้ายื่นหนังสือ และส่งหนังสือไปยังสถานทูตต่างๆ และประเทศมหาอำนาจอย่างสถานทูตอเมริกา เพื่อชี้แจงถึงกรณีข้อเท็จจริงของช่องอานม้าด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เสียพื้นที่ดังกล่าวไป เพราะมองว่าหากต้องเสียพื้นที่ตรงนี้ คงจะเป็นบาดแผลในใจให้กับชาวอุบลราชธานี