โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังชี้แจงข้อเท็จจริง หลังกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ของกัมพูชา ออกแถลงการณ์กล่าวหากองทัพไทย รุกราน และสร้างความเสียหายต่อปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกว่า การปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา เมื่อวานนี้ (24 ก.ค.) นั้น กัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อนบริเวณภูมะเขือ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าว อยู่ห่างจากปราสาทเขาพระวิหาร 2 กิโลเมตร จึงเป็นไปไม่ได้ ที่จะมีกระสุน หรือสะเก็ดระเบิดไปถึงตัวปราสาท ซึ่งฝ่ายไทย จะชี้แจงเป็นหนังสืออย่างเป็นทางการต่อไปด้วย
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงพัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา และการดำเนินการของฝ่ายไทยที่ผ่านมาโดยเฉพาะด้านการต่างประเทศว่า หลังการเปิดฉากโจมตีโดยฝ่ายกัมพูชา วานนี้ (24 ก.ค.) เหตุปะทะ ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยเช้ามืดวันนี้ (24 ก.ค.) ฝ่ายกัมพูชา ก็ยังคงเริ่มเปิดฉากโจมตีฝ่ายไทยก่อน ซึ่งสถานการณ์ยังคงทรงตัว และกองทัพได้เร่งเก็บกู้วัตถุระเบิดที่ตกค้างบริเวณจุดเกิดเหตุสำคัญ โดยเฉพาะบริเวณปั๊มน้ำมันในอำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และเมื่อวานนี้ (24 ก.ค.) กระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชา และแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการปะทะที่เริ่มต้นจากฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังย้ำว่า การกระทำของกัมพูชา ละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงละเมิดศีลธรรมขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่ควรได้รับการประณามอย่างเต็มที่จากประชาคมระหว่างประเทศ เพราะมีผู้เสียชีวิตจากเหตุนี้แล้ว 14 ราย ซึ่งรวมถึงเด็ก 2 คนอายุ 8 ขวบ และ 15 ขวบ รวมถึงยังมีผู้บาดเจ็บ 45 คน
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังย้ำด้วยว่า การปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นปัญหาระหว่างรัฐบาล และกองทัพของทั้ง 2 ประเทศ ไม่ใช่ปัญหาระหว่างประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ และยังคำนึงว่าไทยและกัมพูชา เป็นเพื่อนบ้านที่ยังต้องอยู่ร่วมกันต่อไป