ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 ข้อ 92 โดยบัญญัติ ให้เลขาธิการ กกต. เสนอสำนวน การสืบสวนหรือไต่สวนต่อ กกต. โดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง
อธิบายได้ว่า ระยะเวลาในการทำสำนวนการสืบสวนและไต่สวน ไม่ได้บัญญัติกรอบเวลาไว้ใน พ.ร.ป.กกต. มาตรา 42 วรรคหนึ่ง แต่ กกต. ออกระเบียบกำหนดระยะเวลาไว้ตามระเบียบดังกล่าว เพื่อป้องกันสืบสวนและไต่สวนไร้กรอบเวลาหรือตามอำเภอใจ กกต. จึงได้กำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง เป็นเวลาเริ่มต้น และสิ้นสุดลงโดยให้เลขาธิการ กกต. เสนอสำนวน การสืบสวนหรือไต่สวนต่อ กกต. โดยเร็ว
หากพ้นระยะเวลา กกต. อาจใช้ พ.ร.ป.กกต. และระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 ใช้ช่องขยายเวลาได้ แม้ กกต. จะมีอำนาจฟ้อง แต่อาจเปิดช่องให้ผู้ถูกกล่าวหานำช่องนี้ไปยกขึ้นต่อสู้คดีได้ และอาจมีผลเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ เรียกผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงินและอั๊งยี่ มาแจ้งข้อกล่าวหาได้
การทุจริตการเลือก สว.ของกลุ่ม สว.สีน้ำเงิน และเครือข่ายโยง พรรคภูมิใจไทย รวมทั้งบุคคลที่ถูกแจ้งข้อหา หากมีพยานหลักฐานจริง ถือเป็นขบวนการเพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจนิติบัญญัติ เข้าไปกุมอำนาจเด็ดขาดในสภาสูง ทำให้ประเทศตกอยู่ในสภาพของกลุ่มบุคคลคนเดียว ขัดต่อระบอบประชาธิปไตยทั้งในรูปแบบ และเนื้อหา เป็นอันตรายต่อระบอบการปกครองประเทศ
ตัวแปร จุดชี้ขาดพยานหลักฐาน คือ “เส้นเงิน” และด่านสุดท้าย การวินิจฉัยชี้ขาด“เสียงข้างมาก ของ กกต.” ว่าคดีจะไปถึงศาลฎีกาหรือไม่
หากย้อนกลับไปอ่านร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุข พ.ศ.... ฉบับพรรค รสทช. หรือที่เรียกว่า “กฎหมายนิรโทษกรรม” เหมาเข่ง ซ่อนรูป ในบัญชีท้าย พ.ร.บ. ข้อ 4 “ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง พ.ศ.2561”
คำว่า “และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง พ.ศ.2561” หากย้อนไปอ่านดู พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2550 ไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2561 แต่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2561 เป็นผลผลิตรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 การระบุความผิดเหมาเข่งเช่นนี้ ย่อมตีความหมายถึง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2561 ด้วย ย่อมมีผลเป็นการลบล้างความผิดนิรโทษกรรมในคดีฮั้วเลือก สว.สีน้ำเงินที่ กกต. กำลังไต่สวนอยู่ด้วย หากกฎหมายนี้ผ่าน ย่อมเป็นการลบล้างการทุจริตการเลือก สว. ด้วยเช่นกัน เป็นเกมซ่อนรูป ไม่ต่างจากคดีมาตรา 112 และคดีทุจริต ที่เขียนจั่วหัวมิให้ใช้บังคับในมาตรา 3 แต่ซ่อนรูปตรงกันข้ามอย่างเข้มข้น
ส่วนที่ถามว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์กดดันให้ ถอนร่าง พรบ.สถานบันเทิงครบวงจร และแฉว่า ผู้นำจีนไม่พอใจ ถึงขั้นพูดย้ำให้เลิก 3 ครั้ง ในที่ประชุมระดับผู้นำ 2 ประเทศ โดยจดบันทึกการประชุมเองกับมือ แต่ท่าทีรัฐบาลกลับเมินเฉย ทำให้คนจีนลดลงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ธุรกิจท่องเที่ยวย่อยยับ มีความเห็นว่าอย่างไร
ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า ที่ว่า “เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ผู้นำจีนไม่พอใจ ถึงขั้นพูดย้ำให้เลิก 3 ครั้ง ในที่ประชุมระดับผู้นำ 2 ประเทศ โดยนายอนุทินฯ จดบันทึกการประชุมเองกับมือของตนเอง” ต้องถามว่า เหตุใด นายอนุทินฯ เพิ่งมาโพสต์และแจ้งให้แก่ประชาชนทราบ ในขณะตนเป็นฝ่ายค้าน ก่อนหน้านี้ในขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กลับนิ่งเฉย ทั้งการเจรจา มิได้นั่งกันเพียงสองคน ย่อมมีบุคคลที่สามหรือคณะของรัฐบาลไทยได้ยินได้ฟัง ย่อมมีผลต่อน้ำหนัก ความน่าเชื่อถือในคำพูดของนายอนุทินฯ
แต่ต้องฟังข้อเท็จจริงให้รอบคอบเพราะนายอนุทินฯ สร้างความนิยมให้แก่พรรคของตนเอง ตามสุภาษิตไทยที่ว่า “เอาดีเข้าตัว เอาชั่วใส่คนอื่น”
เพราะหากเป็นการร่วมมือระหว่างรัฐ รัฐบาลจะกระทำหรือไม่ก็ได้ ไม่มีผลผูกพัน หากเป็นข้อตกลงทวิภาคีอันนำไปสู่ข้อบังคับ ผูกพันรัฐ นายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหาร ต้องนำข้อบังคับนั้นเข้าสู่สภาเพื่อขอความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ เพราะประเทศไทยไม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศใด คำพูดที่นายอนุทินฯ โพสต์ลอยๆ ย่อมสามารถจะมีเจตนากดดันให้ถอนร่างเพราะพรรคของตนไม่เห็นด้วย หรือจะเรียกสว่า แฉโยนความผิดให้แก่รัฐบาลก็ตาม หากย้อนกลับไปเพิ่งมาเป็นฝ่ายค้าน ล้วนไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเชื่อถือเป็นพฤติกรรมไม่ต่างจาก “เด็กขี้แพ้ชวนตี”
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวล้มเหลวหรือไม่ ต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวหรือไม่ มีหลายตัวแปร มิใช่เป็นกรณีไทยจะเปิดบ่อนกาสิโน เพราะยังไม่ผ่านร่างกฎหมาย จึงไม่อาจกระทำได้ ย่อมไม่เป็นตัวแปรให้ต่างชาติลดลงเพราะเมืองไทยเป็นเมืองท่องเที่ยวตามธรรมชาติหลายแห่ง เป็นตัวดึงดูดและกระจายรายได้ให้แก่พี่น้องประชาชน
กรณีที่นายอนุทินฯ ยกขึ้นอ้างก่อนที่จะถอนร่างกฎหมายกาสิโนในวันนี้ เพื่อเรียกกระแสเพิ่มความนิยมให้แก่พรรคภูมิใจไทยและโยนขี้ให้รัฐบาลปัจจุบัน แทนที่จะสร้างราคาให้ตนเอง แต่กลับไร้ราคา เหตุเป็นเช่นนี้เพราะระบบรัฐสภา กระบวนการถอนร่าง พรบ. ซึ่งตราโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ใช้กลไกรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมฯ ใช้เสียงข้างมากในสภา ในการถอนร่าง พรบ. มิใช่กระทำได้โดยอำเภอใจ การโพสต์ดังกล่าวเป็นเพียงกลบเกลื่อนในคดีฮั้ว สว.สีน้ำเงินที่ กกต. เพิ่มความเข้มข้นขึ้นและเชื่อมโยงพรรคสีน้ำเงิน เป็นการสร้างกระแส ปั่นราคา เรียกร้องความสนใจ เหตุผลย้อนแย้งกัน เลอะเทอะ เปรียบเสมือนเด็กขี้แพ้ชวนตี ออกทะเล เก็บทรงไม่อยู่ จึงออกอาการ ควันออกหูหนู ทิ่มใส่หวังล้มรัฐบาล สมเป็น “ฝ่ายแค้น” ตามสุภาษิตไทยที่ว่า “หวังดี แต่ประสงค์ร้าย”