ปี 2550 กัมพูชายื่นจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว และเกิดพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร โดยกระทรวงการต่างประเทศของไทย ระบุว่า กัมพูชาอ้างเส้นเขตแดนตามแผนที่ 1 : 200,000 ไม่ตรงกับเส้นที่กัมพูชาอ้างในคดีเดิม ตั้งแต่ปี 2505 จึงเป็นปัญหาเขตเกิดขึ้นแดนใหม่
ปี 2551-2554 เกิดเหตุปะทะหลายครั้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมกับความเคลื่อนไหวประเด็นมรดกโลก
18 มิถุนายน 2551 นายนพดล ปัทมะ ในฐานะ รมว.ต่างประเทศ ลงนามคำแถลงการณ์ร่วมกับฝ่ายกัมพูชาและยูเนสโก และถูกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมขับไล่
24 มิถุนายน 2551 ตัวแทนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางให้กระทรวงการต่างประเทศ และคณะรัฐมนตรี ยุติการดำเนินการตามมติ ครม. ที่รับรองการออกแถลงการณ์ร่วมไทย - กัมพูชา สนับสนุนให้กัมพูชาจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก กระทั่ง 28 มิถุนายน 2551 ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้ยุติการดำเนินการตามมติ ครม. จนกว่าคดีจะเป็นที่สิ้นสุด
8 กรกฎาคม 2551 ยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนตามคำขอของกัมพูชาให้ตัวปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
ปี 2554 กัมพูชายื่นคำขอให้ศาลโลก ตีความคำพิพากษาในคดีปราสาทพระวิหาร ที่ศาลโลกได้ตัดสินไปแล้วเมื่อปี 2505 ขณะที่ฝ่ายไทยมองว่ามีการขีดเส้นเขตแดนล้ำเข้ามาในฝั่งไทย
ครั้งนั้น กระทรวงการต่างประเทศของไทย อธิบายเรื่องการยอมรับเขตอำนาจศาลโลกว่า ประเทศไทยได้ยอมรับเขตอำนาจศาลฯ ล่วงหน้า โดยหนังสือลงวันที่ 20 พ.ค. 2493 (ยอมรับอำนาจศาลเป็นเวลา 10 ปี) และ หลังคดีปราสาทพระวิหาร ไทยไม่ได้ยอมรับอำนาจของศาลโลกอีกต่อไป
18 กรกฎาคม 2554 ศาลโลกมีคำสั่งมาตรการชั่วคราว ให้ไทยและกัมพูชาถอนทหารออกจากเขตปลอดทหารชั่วคราว
ปี 2556 ศาลโลกตัดสินชี้ขาดเป็นเอกฉันท์ ตามคำพิพกาษา ปี 2505 ว่า กัมพูชามีอธิปไตยเหนือดินแดนทั้งหมดของยอดเขาพระวิหาร แต่ศาลโลกไม่รับพิจารณาข้อเรียกร้องของกัมพูชาเหนือพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร และไม่ได้ตัดสินว่าแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ผูกพันไทย ส่วนพื้นที่ใกล้เคียงศาลโลกเห็นว่าเป็นพื้นที่ขนาดเล็กซึ่งจำกัดอยู่เฉพาะบริเวณเขาพระวิหาร ไม่รวมถึงภูมะเขือ
- ศาลโลกไม่มีกลไกบังคับคำตัดสิน คู่กรณีต้องร้อง UNSC
สำนักข่าวอิศรา เคยนำเสนอ บทความวิเคราะห์ของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิตและเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า หัวข้อ “คดีปราสาทพระวิหาร : เบื้องลึก เบื้องหลัง และแนวโน้มของข้อยุติ” โดยเนื้อหาตอนหนึ่ง ระบุว่า คำตัดสินของศาลโลกมีสถานะเป็นคำพิพากษา ในตัวเอง มีฐานะถึงที่สุดและมีผลผูกพันให้คู่กรณีต้องปฏิบัติตามตามธรรมนูญศาลโลก มาตรา 60
ทั้งนี้ ศาลโลกไม่มีกลไกบังคับตามคำพิพากษาโดยตรง แต่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งสามารถยื่นขอให้ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ออกมาตรการมาบังคับให้คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกได้ตามกฎบัตรสหประชาชาติ ข้อ 94 ที่บัญญัติไว้ว่า
1.สมาชิกแต่ละประเทศของสหประชาชาติ รับที่จะอนุวัติตามคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในคดีใดๆ ที่ตนตกเป็นฝ่ายหนึ่ง
2.ถ้าผู้เป็นฝ่ายในคดีฝ่ายใด ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อผูกพัน ซึ่งตกอยู่แก่ตนตามคำพิพากษาของศาล ผู้เป็นฝ่ายอีกฝ่ายหนึ่ง อาจร้องเรียนไปยังคณะมนตรีความมั่นคงฯ ซึ่งถ้าเห็นจำเป็น ก็อาจทำคำแนะนำ หรือวินิจฉัยมาตรการที่จะดำเนินเพื่อให้เกิดผลตามคำพิพากษานั้น
เห็นได้ว่า การไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาไม่ใช่ปัญหาทางกฎหมายอีกต่อไป แต่เป็นปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ ที่ต้องร้องเรียนไปยังคณะมนตรีความมั่นคงฯ เพื่อให้กำหนดมาตรการ ซึ่งเป็นดุลยพินิจเด็ดขาดของคณะมนตรีความมั่นคงฯ
ทั้งนี้ เมื่อไทยแพ้คดีประสาทพระวิหารต่อศาลโลกครั้งแรก เมื่อปี 2505 ก็ประท้วงคำพิพากษาของศาลโลก แต่ยอมที่จะปฏิบัติตามในฐานะสมาชิกสหประชาชาติ ที่ต้องปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ ข้อ 94
- ไม่ปฏิบัติตาม คณะมนตรีความมั่นคงฯได้หรือไม่
ถามว่า ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลโลกได้หรือไม่นั้น คำตอบคือ เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในหลายๆ กรณี อาทิ
1.คดีสหรัฐอเมริกา vs อิหร่าน จากกรณีที่บุคลากรทางการทูตและกงสุลของสหรัฐฯ ถูกจับเป็นตัวประกัน ซึ่งอิหร่านแต่ก็ไม่ปฏิบัติตาม
2.คดีนิคารากัว vs สหรัฐฯ จากกรณีที่นิคารากัวกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าสนับสนุนกบฏคอนทราสก่อการร้ายด้วยการให้วางทุ่นระเบิดรอบๆ อ่านนิคารากัว ซึ่งสหรัฐฯ ยื่นคัดค้านว่าศาลโลกไม่มีอำนาจ แต่ศาลโลกยกคำคัดค้าน สหรัฐฯ จึงถอนตัวจากคดี
คดีนี้ท้ายสุดศาลโลกพิพากษาว่าสหรัฐฯ ละเมิดสนธิสัญญาและกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ที่ต้องไม่แทรกแซงและละเมิดอธิปไตยของรัฐอื่น และให้ชดใช้ค่าเสียหาย
แต่สหรัฐฯ ไม่ปฏิบัติตาม นิคารากัวจึงนำเรื่องไปสู่คณะมนตรีความมั่นคงฯ ซึ่งในการลงมติ 11 ชาติ ลงมติให้ทุกรัฐเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ 1 เสียงของสหรัฐฯ และ 1 เสียงในฐานะผู้แทนถาวรประจำคณะมนตรีความมั่นคงฯ วีโต้ ขณะที่มี 3 ชาติงดออกเสียง
- มหาอำนาจเท่านั้นที่ วีโต้สำเร็จ
ทำให้การบังคับตามคำพิพากษาของศาลโลกไม่สามารถทำได้ แม้นิคารากัวจะนำเรื่องไปสู่สมัชชาสหประชาชาติ ที่ลงมติ 94 ต่อ 3 เรียกร้องให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา แต่สหรัฐฯ ก็ไม่ยอม ท้ายสุด นิคารากัวต้องถอนคำร้องของตนในปี ค.ศ.1992/พ.ศ.2535
กรณีนี้คือคือการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกของชาติมหาอำนาจที่มีสิทธิ วีโต้ หรือยับยั้งเด็ดขาด ในคณะมนตรีความมั่นคงฯ อีกทั้งยังเป็นผู้บริจาครายใหญ่ให้กับสหประชาชาติ
จากบทความของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อ่านทิศทางได้ค่อนข้างชัดเจนว่า เมื่อไทยไม่ใช่มหาอำนาจ ผลที่จะเกิดขึ้นคือ แทบไม่สามารถเลี่ยงการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกได้