ทั้งนี้ หากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีความผิดตามตามมาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต้องระวางโทษ ปรับตั้งแต่ 5,000 บาทถึง 30 ล้านบาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือประมง หรือปรับจำนวน 5 เท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า และต้องได้รับโทษทางปกครองอีกด้วย
"รมช.อัครา" กล่าวว่า สำหรับมาตรการ “ปิดอ่าวไทย” เป็นมาตรการสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ในฝั่งทะเลอ่าวไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ และการบริหารจัดการทรัพยากรประมงให้เกิดความยั่งยืน ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้ร่วมบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน รวมถึงพี่น้องชาวประมงในพื้นที่ที่ให้ความร่วมมืออย่างดีมาโดยตลอด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการปรับปรุงมาตรการในครั้งนี้จะช่วยคุ้มครองพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ ให้ได้มีโอกาสผสมพันธุ์ วางไข่ และสร้างประชากรสัตว์น้ำรุ่นใหม่ขึ้นมาหมุนเวียนในระบบนิเวศได้อย่างยั่งยืน
โอกาสนี้ "รมช.อัครา" และคณะ ได้ร่วมพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และพิธีปล่อยขบวนเรือตรวจการประมงจำนวน 14 ลำ เพื่อออกปฏิบัติหน้าที่ในช่วงประกาศใช้มาตรการดังกล่าว พร้อมทั้งมอบแผ่นป้ายเงินอุดหนุนโครงสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านการประมง ประจำปี 2568 ให้แก่องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นในเขตจังหวัดชุมพร จำนวนชุมชนละ 100,000 บาท และร่วมกันปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ประกอบด้วย กุ้งแชบ๊วย จำนวน 300,000 ตัว และปลากระบอก จำนวน 2,000 ตัว รวม 302,000 ตัว ลงสู่ทะเลชุมพรเพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติต่อไป
"นอกจากวันนี้ จะได้มาร่วมพิธีปิดอ่าว เพื่อฟื้นฟูและคุ้มครองสัตว์น้ำในฤดูวางไข่ ที่จัดขึ้นโดยกรมประมงแล้ว ยังมาเพื่อสร้างมั่นใจให้แก่พี่น้องชาวประมงว่ารัฐบาล และกระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจกับทุกปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมงทั้งในเรื่องแรงงานภาคประมง, การจำหน่ายเรือออกจากระบบ และเรื่องอื่น ๆ ได้มีเร่งรัดดำเนินการและเตรียมประกาศข่าวดีให้พี่น้องชาวประมงได้ทราบเร็วๆนี้ นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังมีนโยบายด้านการส่งเสริมอาชีพ พร้อมทั้งพัฒนาองค์ความรู้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจ อาทิ กุ้งขาว ปลากระพงขาว ปลากระบอก เพื่อต่อยอดอาชีพและเพิ่มรายได้พี่น้องเกษตรอีกด้วย" รมช.อัครา กล่าวทิ้งท้าย