การบินลำเลียงทางอากาศ เพื่อขนส่งกำลังพล และยุทโธปกรณ์ ให้กับหน่วยงานที่ร่วมปฏิบัติภารกิจ และการบินส่งกลับสายแพทย์ทางอากาศ ในกรณีมีผู้ปฏิบัติงานได้รับบาดเจ็บรุนแรง และต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน C-130 และเฮลิคอปเตอร์ EC-725 รวมถึงเฮลิคอปเตอร์ของกระทรวงทรัพยากรฯ (ทส.) แบบ H1305. การบินค้นหาและช่วยชีวิต (SEARCH & RESCUE) ในกรณีหน่วยดับไฟป่าภาคพื้นติดกับดักของไฟ หรือหลงป่า โดยเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพอากาศ แบบ EC-725
นอกจากนี้ ทอ. ยังได้ประยุกต์ใช้ขีดความสามารถของหน่วยภาคพื้น เพื่อประกอบกำลังสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยบินควบคุมไฟป่า เช่น ชุดวางแผนร่วม ชุดวิเคราะห์จุดความร้อน ชุดแปลความภาพถ่าย ชุดควบคุมห้วงอากาศ และชุดประชาสัมพันธ์การปฏิบัติภารกิจ ด้วย
พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองมาโดยตลอด โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทุกภาคส่วนเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ ที่เป็นปัญหาเร่งด่วนสำคัญของชาติ การฝึกครั้งนี้จึงนับเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือปัญหาดังกล่าว ด้วยการบูรณาการกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือเพื่อช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนให้มีอากาศสะอาดในการดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างยั่งยืน
ชี้ จุดสำคัญต้องใช้กฎหมายเข้ม ยก "โควิด-น้ำท่วมแม่สาย" ปรับสู้ฝุ่นทั่วประเทศ
ที่กองบิน 41 จ. เชียงใหม่ พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม กล่าวถึงแนวทางการปฏิบัติงานของกองทัพอากาศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นละออง ว่า จากการรับฟังการเตรียมการของกองทัพอากาศ มั่นใจว่าปัญหาที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า สามารถควบคุมการปฏิบัติได้ ทั้งนี้รัฐบาลได้จัดตั้งกลไก 3 ระดับ แก้ไขปัญหา ได้แก่
- กลไกระดับชาติ มีคณะกรรมการอำนวยการฯ ที่มีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกฯ และ รมว.ดิจิทัลฯ เป็นประธาน
- กลไกระดับภาค มีแม่ทัพภาค รับผิดชอบ มีการจัดตั้งแล้วที่กองทัพภาคที่ 3 ดูแล 17 จังหวัดภาคเหนือ
- กลไกระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัด รับผิดชอบบูรณาการ หน่วยงาน ทรัพยากรในพื้นที่แต่ละจังหวัด
ทั้งนี้ แม่ทัพภาค จะบูรณาการในส่วนของจังหวัดที่คาบเกี่ยวกัน ในส่วน กทม. ก็มีคณะกรรมการอำนวยการฯ มีผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธาน
"รองนายกฯ ภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะ รมว.กลาโหม ได้สั่งการให้ผมประสานกองทัพบก ให้จัดตั้งในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 รับผิดชอบในภาคอีสาน และกองทัพภาคที่ 1 ในพื้นที่ภาคกลาง เพื่อแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะจากสถิติที่ผ่านมา วิกฤติจะมากขึ้นในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ จึงขอให้หน่วยงานกระทรวงกลาโหม และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเตรียมการแต่เนิ่นๆ" พลเอก ณัฐพล กล่าว
พลเอก ณัฐพล เปิดเผยด้วยว่า อย่างไรก็ตาม จากการได้พูดคุยกับ ผบ.ทอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เตรียมพร้อมรับมือในขั้นเกิดวิกฤติไว้ก่อน ให้บูรณาการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า โดยจัดมารวมอยู่ที่หนึ่งแล้วจัดสรรรไปตามลำดับความเร่งด่วน เท่าที่มีการวิเคราะห์สถานการณ์ได้ จากการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมจากเว็บไซด์ของนาซ่า สกัดเป็นข้อมูล ตีความ จากนั้นใช้ดาวเทียมนภา 2 ของกองทัพอากาศ ในการถ่ายภาพทางอากาศ ตีความอีกที และนำไปสู่การปฏิบัติการ ด้วยการพิจารณาเลือกใช้อากาศยาน หรือ ยูเอวี รวมไปถึงการใช้กำลังภาคพื้น เดินเท้าเข้าไปพิสูจน์ทราบ เพื่อใช้ทรัพยากรที่เหมาะสม คุ้มค่า ทั้งหมดนี้คือขั้นตอนการประเมินปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ส่วนที่มองว่าหมอกควัน ฝุ่นละออง ที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นส่วนใหญ่ การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลจะตรงจุดหรือไม่นั้น พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า คณะกรรมการอำนวยการฯ ได้สรุปสาเหตุของการเกิดไว้จาก 4 แหล่ง คือ จราจร โรงงานอุตสาหกรรม พื้นที่ป่า พื้นที่เกษตรฯ และประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ได้มาจากที่ใดที่หนึ่ง จึงต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดเร่งแก้ไขพื้นที่วิกฤติก่อน ในส่วนของประเทศเพื่อนบ้าน ทางนายกฯ ก็ได้ไปหารือมาแล้ว ขณะที่กองทัพภาคที่ 3 ก็มีกลไกในการแก้ไขปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว ยอมรับว่าเป็นปัญหาที่ยาก แต่ก็พยายามแก้ไข
"ถ้าถามว่าตรงจุดหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าจุดกำเนิดเยอะมาก และก็มีหน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรม ร่วมกันหลายหน่วยงาน แต่จากที่ผมไปทำงานบริหารสถานการณ์อุทกภัยที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย จะเห็นว่าเมื่อเกิดวิกฤติอะไรก็ตาม ทางภาครัฐต้องบูรณาการทุกภาคส่วน รวมถึงเอกชน จิตอาสา เข้ามา
โดยครั้งนี้ กองทัพอากาศได้เชิญ สมาคมตอบโต้ภัยพิบัติ มูลนิธิกระจกเงา เข้ามาร่วมด้วย ข้อดีของการมีภาคเอกชน และจิตอาสา คือมีประสบการณ์ทำงานมานาน เมื่อเกิดปัญหาสามารถเข้าไปได้อย่างทันท่วงที และเขามีอุปกรณ์อยู่แล้วหรือจัดหากันมาได้เลย สำหรับทหารมีการหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไป ประสบการณ์ไม่ต่อเนื่อง และการใช้เครื่องอุปกรณ์บางอย่างต้องจัดหา กว่าจะได้ต้องใช้เวลา ดังนั้นการบูรณาการทุกภาคส่วนมาให้ครบ จะช่วยให้การทำงานเกิดประสิทธิผล" พลเอก ณัฐพล กล่าว
พลเอก ณัฐพล เปิดเผยอีกว่า ทั้งนี้ จากสถานการณ์วิกฤติ 2 ครั้งคือ โควิด-19 และน้ำท่วมแม่สาย หน่วยราชการมีการเสนองบประมาณค่อนข้างมาก ครั้งนี้เป็นปัญหา ไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นละออง ก็จะมีความต้องการงบประมาณที่มากขึ้นเช่นเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องมาจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนว่าปัญหาใดจะเกิดผลกระทบต่อประชาชน คงไม่สามารถจัดหาได้ตรบถ้วนเต็มความต้องการที่เสนอมา จะดูที่ประเด็น และปัจจัยที่วิกฤติและต้องทำก่อนเป็นหลัก
เมื่อถามว่า จะแก้ไขปัญหายั่งยืนได้อย่างไร พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า บางอย่างต้องแก้ที่กฎหมาย บางอย่างที่ไม่ใช่กฎหมาย แต่ต้องใช้งบประมาณ แต่จะให้ตอบว่าจะแก้อย่างไร ก็ยังตอบไม่ได้ ซึ่งมีหลายกระทรวงรับผิดชอบ ก็ต้องดูว่าแก้อย่างไร ในฐานะที่ตนอยู่กระทรวงกลาโหม ก็มีส่วนร่วมในเรื่องของกระบวนการสนับสนุน ซึ่ง รมว.กลาโหม เห็นว่าตนมีประสบการณ์บริหารสถานการณ์ทั้ง 2 เรื่อง ก็ขอให้มาเป็นที่ปรึกษาของศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นละอองภาคเหนือ เพื่อให้คำแนะนำ