เมื่อถามว่ากฤษฎีกามีความเป็นห่วงและท้วงติง ในเรื่องใดบ้าง "นายจุลพันธ์" กล่าวว่า กฤษฎีกามีความเป็นห่วงอยู่ 2 เรื่องคือ เรื่องของคอนเซ็ปต์ แต่ได้ชี้แจงว่ามันเป็นโมเดลธุรกิจหนึ่ง ที่ต่างประเทศใช้กัน ซึ่งหลายธุรกิจที่สร้างสถานที่เพื่อปล่อยเช่า ไม่ว่าจะ จะเป็นสนามกีฬาห้างโรงแรม รวมถึงกาสิโน จะอยู่แยกกันไม่ได้ เพราะธุรกิจบางประเภทเช่นสนามกีฬาในร่ม เราก็อยากได้พอจะดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับโลก สถานที่แบบนี้ลงทุนโดยรัฐเอง ถามว่าเอกชนที่ไหนจะลงทุน นั้นไม่มี เพราะการลงทุนที่ไม่คุ้มทุนทางมูลค่า ดังนั้น ให้เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ เป็นการดึงลงทุน เพื่อเกิดสิ่งใหม่ เกิดการพัฒนา เกิดธุรกิจ ที่รัฐบาล มองว่าจะ เติบโตและสร้างเม็ดเงินได้
"นายจุลพันธ์" กล่าวว่า ประเด็นที่สองคือเรื่องสำนักงาน ที่กฤษฎามีข้อห่วงใยว่า จะมีสำนักงานกี่ชั้น ซึ่งเป็นเรื่องข้อกฎหมาย บางคนก็ห่วงเรื่องทุนจีน และห่วงเรื่องการพนันผิดกฎหมาย ซึ่งมีกลไกสำนักงานที่จะมาคอยกำกับดูแลในเรื่องนี้
เมื่อถามถึงสัดส่วนของพื้นที่กาสิโนจะอยู่ที่ 10% ใช่หรือไม่ "นายจุลพันธ์" กล่าวว่า เรื่องนี้มีการหารือว่าจะเขียนหรือไม่เขียน ซึ่งในการยกร่าง ของกระทรวงการคลัง เราก็รู้ว่าไม่ควรเกิน 3-5 % แต่ถ้าถามว่าจะเขียนลงไปหรือไม่นั้น ยอมรับว่ายาก เพราะไม่ได้มีจุดเดียว เพราะปีนี้หรืออีก 10 ปีข้างหน้ายังไม่รู้สถานการณ์สังคมจะเป็นยังไงบ้าง ซึ่งต้องให้อำนาจกับคณะรัฐมนตรี หรือคนที่กำกับดูแล ในอนาคต ได้คิดวิเคราะห์และตัดสินใจได้ในระดับหนึ่ง การไปเขียนกฎหมายเพื่อบังคับปิดกั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นไม่ได้ ซึ่งสุดท้ายกระบวนการทั้งหมดจะต้องโปร่งใส เปิดกว้างในข้อเสนอ
เมื่อถามว่า ที่ให้เวลากฤษฎีกา 50 วัน จะทันสมัยประชุมนี้หรือไม่ นายจุลพันธ์ เชื่อว่ากรอบเวลาจะไม่นานเท่าที่คิด เพราะมีการเดินหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้หมายความว่า จะไปกำหนดเวลาว่ากี่วัน กี่วัน พร้อมเชื่อว่าหากเห็นประโยชน์ร่วมกัน การดำเนินการจะราบรื่น รวมถึงพรรคฝ่ายค้านที่อาจจะมีความเห็นแตกต่าง สุดท้ายจะโหวตให้หรือไม่ นั้นก็เป็นเอกสิทธิ์ และเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการวิสามัญขึ้นมา เชื่อว่าจะมีการส่งเข้ามาพิจารณาเพื่อเกิดความรอบคอบ และเกิดประโยชน์สูงสุด