ส่วนการข้อสังเกตเรื่องสัมปทานพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ครอบครัว นายทักษิณ ชินวัตร กับ ครอบครัวสมเด็จ ฮุนเซน นั้น นายภูมิธรรม บอกว่า ที่ผ่านมาอยากให้เป็นบทเรียน เพราะพูดในเรื่องที่จินตนาการ ซึ่งยังไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงคืออะไร แต่มีส่วนที่จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อยากให้ฟังข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง แล้วค่อยมาวิจารณ์ อย่ากลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง แล้วไปกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความมั่นคง และความเชื่อมั่นของประเทศ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ ควรจะพูดให้อยู่บนพื้นฐานความเข้าใจ อย่างกรณี นายสมชัย ศรีสิทธิยากร ที่ออกมาวิจารณ์นายกรัฐมนตรี ถ้าไปดูจะเข้าใจว่า ในสนธิสัญญาเรื่องเกาะกูด และ MOU 44 เป็นเรื่องที่ตกลงกันสองรัฐ ซึ่งมีวิทยานิพนธ์ได้พูดเรื่องนี้ชัดเจน สนธิสัญญาและ MOU มีความแตกต่างกัน การใช้ภูมิความรู้ของตัวเองที่อาจไม่มีความเข้าใจ แล้วมาวิพากษ์วิจารณ์ทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ไม่เป็นผลดีต่อประเทศทั้งหมด
"ตอนนี้กระแสทางโซเชียลลดลงแล้ว อยากให้คำนึงถึงข้อเท็จจริง รัฐบาลนี้ไม่ได้กลัวการวิพากษ์วิจารณ์ แต่อยากให้สอดรับกับความเป็นจริง ปัจจุบันการดำเนินงานในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของรัฐบาลไทยกับประเทศต่างๆทั่วโลก ก็เป็นไปด้วยดี มีความสัมพันธ์ที่ดีอยู่ในหลักการ ไม่เคยละเมิดหลักการที่เกิดขึ้น ความสัมพันธ์ตรงนี้ไม่มีปัญหา"
ส่วนความเคลื่อนไหวของ กลุ่ม คปท. ที่เดินทางไปพื้นที่เกาะกูดเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนนั้น มองว่า เขาอาจจะเคลื่อนไหวอยู่บนพื้นฐานที่เข้าใจผิด เมื่อข้อมูลข้อเท็จจริงปรากฏเชื่อว่าวิญญูชนทั้งหลายควรจะเข้าใจได้ว่า หากไม่ใช่สิ่งที่เป็นประเด็น ก็ควรไม่ควรหยิบมา เพราะกระทบความเชื่อมั่นของประเทศมากกว่า ก็หวังว่าจะเข้าใจและตัดสินใจบนพื้นฐานที่เหมาะสม