นายพิสิษฐ์ ยังชี้แจงกระบวนการหลังกรรมาธิการฯ ร่วม หากพิจารณาแล้วเสร็จว่า ก็จะนำร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการฯ ร่วมแล้ว ไปเสนอแต่ละสภาได้พิจารณาว่า จะมีแนวทางอย่างไร หากสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบ ก็จะต้องชะลอร่างกฎหมายดังกล่าวไว้ 180 วัน ก่อนที่จะให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเพื่อประกาศใช้
ส่วนสัดส่วนกรรมาธิการฯ ระหว่าง สว.สีน้ำเงิน กับ สว.พันธุ์ใหม่นั้น นายพิสิษฐ์ ระบุว่า ตนเองไม่ทราบ เพราะจะต้องรอในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ ที่จะมีการพิจารณาว่า สว. 14 คนจะมีใครบ้าง
ส่วนการยืนยันของแต่ละสภาที่ยังแตกต่างกัน จะทำให้กระบวนการออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องล่าช้าออกไปหรือไม่นั้น นายพิสิษฐ์ เห็นว่า ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐบาลสามารถใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 ฉบับเดิมก่อนที่จะมีการแก้ไขไปก่อนได้ และอย่าใช้ข้ออ้างที่จะไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ พร้อมย้ำว่า ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจ มีเจตนาที่ดีต่อประชาชน ก็สามารถใช้พระราชบัญญัติประชามติเดิม ที่ใช้เสียงข้างมาก 2 ชั้นได้ โดยไม่ต้องรอการแก้ไขดังกล่าวนี้เสร็จสิ้น ซึ่งตามกำหนดเวลาเดิมที่รัฐบาล จะจัดการออกเสียงประชามติ พร้อมกับการเลือกตั้ง อบจ.ในเดือนกุมภาพันธ์นี้นั้น ตนมั่นใจว่า จะมีประชาชนออกมาใช้สิทธิเกิน 50% แน่นอน ฉะนั้น เสียงข้างมาก 2 ชั้นจึงไม่น่ามีผลใด ๆ