เช่นเดียวกับ "นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย" สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกเว้น การแก้ไขในหมวด 1 และ 2 แต่จะต้องมีการออกเสียงประชามติ ที่มีเสียงมากพอที่จะกล่าวอ้างได้ว่า ถึงเวลาแล้ว ถูกต้องแล้วในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 มีผู้ออกเสียงประชามติ 29 ล้านคน จาก 50 ล้านคน หากการแก้ไขในครั้งนี้ ไม่มีมาตรฐานผู้ออกมาใช้สิทธิจะอ้างสิทธิใดได้ว่า ถึงเวลาแล้วในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว
ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมีความสง่างาม และไม่ต้องกังวลว่า จะไม่มีผู้ออกมาใช้สิทธิ เพราะเรื่องดังกล่าว ถือเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ ที่ต้องมีการตั้งมาตรฐานเสียงส่วนใหญ่ พร้อมเปิดเผยว่า หากต้องการให้สง่างามที่สุด และสวยที่สุด จึงต้องกำหนดเสียงขั้นต่ำ แต่หลังจากนี้ หากจะมีการตั้งกรรมาธิการร่วม 2 สภา หากกังวลว่า จะมีประชาชนมาใช้สิทธิไม่ถึงกึ่งหนึ่ง อาจกำหนดเป็น 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 เป็นอย่างน้อย เพื่อมีมาตรฐานได้
ด้าน "นายพริษฐ์ วัชรสินธุ" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หวังว่า วุฒิสภาจะใช้เหตุผลในเชิงหลักการมารองรับการกลับไปใช้เสียงข้างมาก 2 ชั้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อพิสูจน์ให้สังคมได้เห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดเพราะผลประโยชน์ทางการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พร้อมยืนยันจุดยืนส่วนตัวว่า การทำประชามตินั้น ควรมีความเป็นธรรมมากขึ้น ไม่ใช่ต้องการให้การทำประชามติผ่านง่ายขึ้น แต่การไปกำหนดเกณฑ์ต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์เกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ จะกลายเป็นการส่งผลให้ฝ่ายที่ไม่อยากให้ประชามติผ่านนั้น มีความได้เปรียบอย่างไม่เป็นธรรมในการแข่งขันผ่านจูงใจไม่ออกมาลงคะแนนอย่างตรงไปตรงมา แต่เลือกนอนอยู่บ้าน เพื่อกดจำนวนผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ์ เพื่อคว่ำประชามติได้
เช่นเดียวกับ "นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้แสดงความกังวลต่อท่าทีของวุฒิสภา ที่จะกระทบเสียหายต่อการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยของประเทศไทย และสนับสนุนว่า การทำประชามติ ควรยึดหลักเดิมคือ ใช้เสียงข้างมากปกติชั้นเดียว หรือ "Simple Majority" ที่เป็นหลักการที่เหมาะสมถูกต้อง และจะทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความเป็นไปได้