2. อาเซียนยึดมั่นในสันติภาพ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน (Common Peace and Prosperity) ซึ่งการหารือในกรอบความร่วมมือของอาเซียนที่เรามีการริเริ่มมาตั้งแต่ 57 ปีก่อนเราก็เน้นที่ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ และการค้าเสรี
โดยที่ผ่านมาในเวทีที่ตนเองได้มีการประชุมร่วมกันกับประธานาธิบดีของอิหร่าน ในการประชุม ACD ที่ผ่านมานั้น ประเทศไทยได้แสดงจุดยืนเรื่องของการสนับสนุนการเจรจาเรื่องของสันติภาพ รวมทั้งการเคารพในกฎหมายระหว่างประเทศ โดยไทยอยากสนับสนุนให้อาเซียนเป็นพื้นที่กลางในการเจรจาซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเปิดพื้นที่ให้มีการเจรจาระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของจีน กับที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ
ทั้งนี้ในเวทีประชุมผู้นำอาเซียนไทยจะนำประเด็นเรื่องของสถานการณ์ในเมียนมาไปหารือกับผู้นำประเทศต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดสันติภาพ รวมทั้งการเป็นประธานอาเซียนของอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในปี 2568 ประเทศไทยก็จะสนับสนุนในเรื่องการสร้างสันติภาพในเมียนมาอย่างต่อเนื่อง
3. การเชื่อมโยงทางภาคขนส่ง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้อาเซียนมีโอกาสทางการค้า และเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลไทยส่งเสริมการเชื่อมโยงเส้นทางทั้งทางถนน รถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็วสูง การพัฒนาท่าเรือ และแลนด์บริดจ์ที่จะเชื่อมโยงท่าเรือระหว่างอันดามันกับอ่าวไทย ซึ่งจะต้องมีการเดินหน้าเรื่องต่างๆ ที่เป็นแผนงานของแต่ละประเทศเพื่อให้สามารถสร้างการเชื่อมโยงในการขนส่งสินค้า และการเดินทางได้โดยสะดวก
ซึ่งการส่งเสริมการเชื่อมโยงการขนส่งจะเพิ่มโอกาสในการส่งสินค้าเกษตรจากไทยไปยังประเทศจีนซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรของไทยมีรายได้เพิ่มมากขึ้น
นอกจากนั้นบทบาทของไทยในเรื่องความมั่นคงทางอาหารประเทศไทยยังได้มีการหารือกับเวทีผู้นำ ACD ในเรื่องที่เราจะเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ให้กับประเทศต่างๆ โดยนำเอาเทคโนโลยี AI มาผสมผสาน และประยุกต์ใช้ และส่งเสริมนโยบายครัวไทยสู่ครัว
โลก โดยเราจะเป็นคลังอาหารที่สามารถจัดส่งอาหารให้กับประเทศต่างๆ ตามความต้องการ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มจากนโยบายนี้ได้ด้วย
4. การส่งเสริมนโยบายสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายที่สำคัญสำหรับทั่วโลก เนื่องจากปัจจุบันมีปัญหาเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศที่มีความผันผวนอย่างมาก ซึ่งไม่ใช่แค่ภาวะโลกร้อนแต่เป็นโลกเดือด ซึ่งนอกจากประเทศไทยจะมีเป้าหมายในการเข้าสู่ภาวะการเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 ในการบริหารจัดการ และเตรียมความพร้อมเรื่องภัยพิบัติรัฐบาลต้องมีการเตรียมแผนเป็นแผนสำรอง ABCD เอาไว้เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ รวมทั้งต้องมีแผนระยะยาวที่จะช่วยให้ประชาชนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ
นอกจากนี้ประเทศไทยจะให้ความสำคัญเรื่องของคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการลดคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศไทยในระยะต่อไป
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ