"ก่อแก้ว" ยกบทเรียน “ทษช.-กก.” ต้องไม่ทำการเมืองกระทบสถาบันฯ
08 ส.ค. 2567 | katchatapong_lee

“ก่อแก้ว” ให้กำลังใจก้าวไกล ยกบทเรียน “ทษช.-กก.” ต้องไม่ทำการเมืองกระทบสถาบันฯ – แนะร่าง รธน.ใหม่ถอดอำนาจยุบพรรค ลงดาบเฉพาะบุคคล
การเมือง
08 ส.ค. 2567 | katchatapong_lee

“ก่อแก้ว” ให้กำลังใจก้าวไกล ยกบทเรียน “ทษช.-กก.” ต้องไม่ทำการเมืองกระทบสถาบันฯ – แนะร่าง รธน.ใหม่ถอดอำนาจยุบพรรค ลงดาบเฉพาะบุคคล
นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แถลงถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรคก้าวไกลเมื่อวานนี้ (7 ส.ค.) ว่า ตนในฐานะผู้ที่เคยถูกยุบพรรค เมื่อครั้งอยู่พรรคไทยรักษาชาติ เมื่อปี 2562 จึงเข้าใจความรู้สึกดีว่า สส. สมาชิก หรือผู้สนับสนุนพรรค ต่างมีความรู้สึกเป็นไปในทางลบ ดังนั้น คนหัวอกเดียวกัน จึงขอแสดงความเสียใจต่อสมาชิกพรรคก้าวไกลด้วย และบทเรียนของพรรคไทยรักษาชาติ พรรคก้าวไกล จะเป็นสิ่งที่นักการเมืองทุกคน และพรรคการเมืองทุกพรรคต้องพึงตระหนักว่า การดำเนินกิจการทางการเมืองต้องไม่กระทบต่อความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอันขาด แม้จะปรารถนาดีหรือไม่ก็ตาม
นายก่อแก้ว ยังยืนยันว่า พรรคเพื่อไทย ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ตลอดจนผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรค ตนและสมาชิกทุกคน ล้วนยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หนักและจะไม่ทำกิจกรรมทางการเมืองใด ที่เป็นการระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาทโดยเด็ดขาด
สำหรับการยุบพรรคก้าวไกล หรือพรรคการเมืองก่อนหน้านั้นนั้น นายก่อแก้ว เห็นว่า เป็นผลพวงจากรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาให้มีการยุบพรรคการเมือง ซึ่งส่วนตัวมองว่าการยุบพรรคการเมืองนั้น ไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย และสถาบันการเมือง เพราะพรรคการเมืองแต่ละพรรค กว่าจะก่อตั้งได้ ต้องทุ่มเทสรรพกำลังมากมาย ใช้เวลาเป็นปีกว่าจะทำได้ตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดังนั้น เมื่อยุบพรรคแต่ละครั้ง จึงไม่เพียงกระทบต่อ สส. แต่ยังกระทบต่อผู้สนับสนุนทั้งหลายที่เป็นสมาชิกของพรรคนั้นด้วย ดังนั้น ถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเชื่อว่า อีกไม่นาน จะมีการผลักดันให้เกิดขึ้น จึงขอฝากไปยังผู้ที่จะร่างรัฐธรรมนูญ ให้พิจารณาแนวคิดไม่ยุบพรรคการเมือง หากกรรมการบริหารพรรคการเมืองทำผิดก็ลงโทษเฉพาะบุคคลนั้น หรือคณะนั้นไป หรือผู้สมัคร สส.รายใดทำผิดกฎหมาย ก็ลงโทษผู้นั้น แต่คงพรรคการเมือง ซึ่งเป็นนิติบุคคลของประชาชนไว้ เพื่อพรรคการเมืองนั้น ๆ จะได้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น เป็นสถาบันการเมืองที่ดีขึ้นในอนาคต