รมต.ประจำสำนักนายกฯ ยังได้อธิบายเรื่องคำว่า "วินัย" จะเริ่มจับ เมื่อรับราชการ จะไม่มีการจับก่อนรับตำแหน่ง หรือพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอพวก สว. ดูกันให้ดี เพราะคำว่า "จริยธรรม" ต้องมาใช้กับตนตอนนี้
อย่างไรก็ดี ซึ่งคำอธิบายของกฤษฎีกามีความชัดเจนอยู่แล้วว่า ยกเว้น "คำสั่ง" หมายความว่า ตนมีคุณสมบัติและไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามเป็นรัฐมนตรี จึงไม่มีอะไรเชื่อมโยงว่า นายเศรษฐา เป็นคนผิด แต่เรื่องนี้เป็นวาระวงจรอุบาทว์ ที่พยายามจะทำให้ผู้นำประเทศต้องหลุดจากตำแหน่ง ซึ่งตนมีเพื่อนใน สว. และทราบดีว่าใครมีพฤติกรรมอย่างไรแต่ไม่ขอพูด วันนี้ขอใช้คำว่าเปิดใจ ไม่ต้องมาถามว่ากังวลไหม สบายๆ ชี้แจงได้ทุกเรื่อง
ส่วนกระแสข่าวเรื่องการลาออกจากตำแหน่งนั้น ตนทำหน้าที่โดยยึดมาตรา 164 ตามรัฐธรรมนูญ ว่าการเป็นรัฐมนตรี "ต้องซื่อสัตย์สุจริต" คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ เพราะตนเข้ามาทำงานไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง
"คำตอบของการแก้วงจรอุบาทว์ คือ ใครก็ได้คิดกันมาเลย บอกว่าถ้าพิชิตลาออกแล้วทุกอย่างจบ ผมจะทำให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ พร้อมยกมือไหว้เหนือหัว ผมพูดกลางแดด ต่อหน้าพระสยามเทวาธิราช ในองคาพยพของกระบวนการยุติธรรม ว่าสิ่งที่ทำให้เกิดวงจรอุบาทว์แบบนี้ แล้วให้พิชิตลาออก มันจบปัญหา ประเทศเดินหน้าได้ วันนี้พรุ่งนี้มะรืนนี้เดือนนี้เดือนไหน ผมพร้อมเลย" นายพิชิต กล่าว
ขณะเดียวกัน ยืนยันว่ายังไม่ได้พูดคุยกับนายกฯ ตนรักและเคารพนายกฯ จึงไม่อยากทำอะไรให้ลำบากใจ ก่อนจะย้ำว่า ตนสอนแก้วงจรอุบาทว์ หากจะทำให้นายเศรษฐา ที่ตนรักเคารพ ตอนนี้ ตนเป็นองครักษ์พิทักษ์นายกเศรษฐา พร้อมบอกทั้ง 40 สว. และนักกฎหมายทีละคน มาดวลกับตนคนเดียว บางคนยื่นชื่อไป ยังไม่รู้ว่าเรื่องอะไร
ส่วนกระบวนการที่พูดถึงมาจากขั้วอำนาจเก่าหรือไม่นั้น ตนไม่ขอตอบคำถาม แต่แน่นอนว่าเป็นกระบวนการที่ต้องการล้มนายกฯ ขอให้ไปพิจารณากันเอง เพราะมีกระบวนการแบบนี้จริง หากตนมีคุณสมบัติต้องห้าม ก็ยื่นร้องมาที่ตนคนเดียวเลย แต่บอกเลยว่าการยื่นครั้งนี้ ตนขอขอบคุณเพราะเข้าทางตน ที่โหยหาความยุติธรรมมานานแล้ว
นายพิชิต กล่าวย้ำว่า ตนจะลาออกก็ต่อเมื่อมีการพิสูจน์แล้วว่า ลาออกแล้วทุกอย่างจบ เพราะการบริหารราชการแผ่นดินจะเอามันไม่ได้ ส่วนจะดำรงตำแหน่งจนกว่าจะมีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือให้พ้นจากหน้าที่หรือไม่นั้น ตนเคารพในดุลยพินิจศาลไม่ขอก้าวล่วง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิชิต ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนยาวเกือบ 1 ชั่วโมง โดยช่วงแรกมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมบอกว่าสมนามสกุล "ชื่นบาน"
ทว่า พอช่วงท้ายที่เริ่มอธิบายเข้าเนื้อหา ได้มีสีหน้าจริงจังและน้ำเสียงดุดัน โดยภายหลังการให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้นก่อน จะเข้าร่วมประชุม ครม. นายพิชิตได้หันหน้ากลับมาหาสื่อมวลชนพร้อมชูกำปั้นข้างขวา เป็นสัญลักษณ์ว่า "พร้อมสู้"