ลดผลกระทบภาพลักษณ์ สตช.
ขณะที่ "รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล" ผู้ช่วยอธิการบดี และประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยา มหาวิทยาลัยรังสิต มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยอมรับกระทบต่อภาพลักษณ์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
โดยการสั่งย้าย "บิ๊กต่อ-บิ๊กโจ๊ก" อยู่ในขอบเขตอำนาจที่นายกรัฐมนตรีสามารถทำได้ โดยเชื่อว่านายกฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความสถานการณ์ความขัดแย้งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเปิดทางให้มีการตั้งคณะกรรมการกลาง เพื่อเข้ามาดำเนินการพิสูจน์ความจริง
ส่วนการตั้งคณะกรรมการตรวจตรวจสอบ ต้องประกอบไปด้วย บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องหรืออยู่ในหน่วยงานของตำรวจ เป็นการแสดงความโปร่งใส ยกตัวอย่าง บอสกระทิงแดง ซึ่งคดีนั้นมีการกล่าวหาว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องในการเปลี่ยนแปลงหลักฐาน เพื่อช่วยให้ผู้ต้องหาพ้นผิด ซึ่งขณะนั้นมีการตั้ง "วิชา มหาคุณ" เป็นประธาน และในส่วนกรรมการประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย นักกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญการตรวจสอบเส้นทางการเงิน
"ประเด็นหลักความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความไม่เห็นต่าง หรือไม่ลงรอย แต่ปัญหาเรื่องเว็บพนันออนไลน์ เกี่ยวข้องหลายภาคส่วน ตำรวจก็ด้วย จึงเป็นเรื่องความโปร่งใส่ของประเทศ ถ้าไม่แก้ปัญหาตรงนี้ ปัญหาอื่นก็ไม่ได้รับการแก้ไข"
เบรคความขัดแย้งก่อนลุกลาม
ด้าน "พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ" อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล มองว่า กรณีนายกฯสั่งย้าย "บิ๊กต่อ-บิ๊กโจ๊ก" มาช่วยงานที่สำนักนายกฯ เพราะรู้ปัญหาว่ามีการแตกแยก และรู้ว่าคู่แตกแยกคือใคร จึงเรียกทั้ง 2 มาคุยเพื่อให้ยุติความขัดแย้ง แต่มองว่าหลังจากที่มาแถลงข่าว ซึ่งนายกฯคงได้ดูและมาวิเคราะห์ ว่าสิ่งที่ทั้ง 2 คน ออกมาแถลง คือ ประชาชนรับไม่ได้ว่ามีการเกี้ยเซี๊ยะกัน เพราะคดีความเริ่มแล้ว
ทั้งนี้ จะออกมาบอกว่าจบแล้ว อาจทำให้ประชาชนมองว่า นายกฯสั่งให้จบใช่หรือไม่ หรือเอาคดีความเข้าซุกใต้พรมหรือไม่ ดังนั้น เพื่อป้องกันคความเข้าใจผิด นายกฯจึงสั่งให้ทั้ง 2 เข้ามาช่วยที่สำนักนายกฯ คือ
- เบรคความแตกแยก
- ให้ดำเนินคดีไปอย่างเป็นธรรม
"ขอชื่นชมนายกฯว่าแก้ปัญหานี้ได้ดี ตัดสินใจได้เร็ว มองว่าท่านก็จะได้คะแนน เพราะช่วงนี้มีคดีฉาวเกี่ยวกับวงการสีกากีเยอะ โดยเฉพาะคดีเว็บพนัน เป็นต้นตอสาเหตุของปัญหาทั้งหมด เพราะตำรวจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง"