เนชั่นทีวี

การเมือง

"เศรษฐา" ยันศูนย์รวมอำนาจยังอยู่ทำเนียบแม้ "ทักษิณ" ได้พักโทษกลับบ้าน

18 ก.พ. 2567 | chairat_pat

"เศรษฐา" ยันศูนย์รวมอำนาจยังอยู่ทำเนียบแม้ "ทักษิณ" ได้พักโทษกลับบ้าน

"เศรษฐา" มอง "ทักษิณ ชินวัตร" ได้รับพักโทษตามกฎหมาย ปัดศูนย์รวมอำนาจเบนเข็มจากทำเนียบฯ ไปบ้านจันทร์ส่องหล้า ยันพร้อมรับฟังเสียงแนะนำจากอดีตนายกฯและทุกคน

"เศรษฐา" มอง "ทักษิณ ชินวัตร" ได้รับพักโทษตามกฎหมาย ปัดศูนย์รวมอำนาจเบนเข็มจากทำเนียบฯ ไปบ้านจันทร์ส่องหล้า ยันพร้อมรับฟังเสียงแนะนำจากอดีตนายกฯและทุกคน

KEY

POINTS


 

 

 


 

18 กุมภาพันธ์ 2567 จากนี้คงต้องเกาะติดกับทิศทางการเมืองไทยแบบใกล้ชิด เมื่อผู้ชายชื่อ "นายทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกจากโรงพยาบาลตำรวจ มาพักโทษที่ "บ้านจันทร์ส่องหล้า" กับการขยับจากบรรดาฝ่ายการเมืองต่อจากนี้

"เศรษฐา" ยินดี "ครอบครัวชินวัตร" หลัง"ทักษิณ"ได้พักโทษ

โดย "นายเศรษฐา ทวีสิน" นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวระหว่างลงพื้นที่ จ.สกลนคร ถึงกรณี นายทักษิณ เดินทางกลับเข้าบ้านจันทร์ส่องหล้าเมื่อเช้าที่ผ่านมา หลังได้รับการพักโทษ ยอมรับว่า ยังไม่มีการเข้าพบนายทักษิณเพื่อขอคำแนะนำอะไร เนื่องจากนายทักษิณ ก็เพิ่งออกมาเมื่อเช้านี้ ตนคิดว่าในฐานะพ่อ ก็ยินดีด้วยที่จะได้เจอลูก ไม่ได้เจอกันมานาน ไม่ได้อยู่เป็นครอบครัวมานาน

 

"ท่านก็กลับเข้ามาตามกระบวนการทางกฎหมายเรียบร้อยแล้ว และออกมาก็เป็นไปตามข้อกฎหมายทุกข้อกฎหมายที่กรมราชทัณฑ์ โรงพยาบาลตำรวจ และกระทรวงยุติธรรมเป็นคนเดินเรื่องมา ตนเชื่อว่าช่วงเวลาหลังจากนี้ท่านคงไม่ได้สนใจเรื่องการเมือง ท่านก็คงอยากใช้เวลาอยู่กับครอบครัว และก็รักษาตัวอยู่ต่อไป ให้ดี หลังจากนั้นก็ค่อยว่ากัน" นายเศรษฐา กล่าว  

 

ทั้งนี้ ส่วนตัวยังไม่ได้โทรไปแสดงความยินดีกับ "น.ส.แพทองธาร ชิณวัตร" หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เนื่องจากยังไม่มีเวลา วันนี้ก็ลงพื้นที่ 7 หมาย แต่ว่าเชื่อว่าใจถึงใจอยู่แล้ว ก็ส่งความปรารถนาดี และก็เป็นเวลาส่วนตัวของท่านกับครอบครัว เราสนิทกันอยู่แล้วเรื่องพวกนี้ไม่จำเป็น ต้องโทรหรอกครับ แต่ว่าถ้าเกิดมีโอกาสก็จะโทร หรือเข้าไปแสดงความยินดีด้วย ตนเชื่อว่าเวลาอันมีค่านี้ ซึ่งก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันมาเกือบ 20 ปี ก็ต้องใช้เวลานี้ให้เหมาะสม และก็คุ้มค่าที่สุด

ศูนย์รวมอำนาจยังอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล

สำหรับผู้ที่เห็นต่างซึ่งออกมาเคลื่อนไหว และมองว่าศูนย์บริหารงานหลังจากนี้จะเปลี่ยนจากทำเนียบรัฐบาล ไปเป็นบ้านจันทร์สองหล้านั้น ตนมองว่าเรื่องความเห็นต่าง เป็นธรรมดาในสังคมไทยอยู่แล้ว ตนก็น้อมรับเรื่องความเห็นต่าง ก็ต้องพูดคุยกันด้วยภาษาที่เหมาะสม และยึดมั่นในหลักการ วันนี้เชื่อว่า อย่างเช่น "นายอนุทิน ชาญวีรกูล" รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย เอง ก็อยู่ที่นี่ แม้อยู่คนละพรรค ก็คงมีเห็นต่างกันบ้าง แต่โดยรวมก็เห็นตรงกัน เพราะบ้านเมืองต้องเดินไปข้างหน้าให้ได้

 

"บ้านเมืองเราก็บอบช้ำกันมาเยอะ วันนี้เราก็มาร่วมกันทำงานเพื่อประเทศชาติ จะเป็นเรื่องของอดีตนายกฯ หลาย ๆ ท่านเอง ถ้าท่านจำได้เมื่อตอนที่ผมได้รับการแต่งตั้งก็ได้เข้าไปพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อฟังคำแนะนำ และเวลาเจอในงานต่างๆก็มีการพบปะพูดคุยกัน ก็ขอคำแนะนำอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าถ้าเกิดท่านอดีตนายกทักษิณพร้อม จะให้คำแนะนำ ผมเชื่อว่าไม่มีใครในรัฐบาลนี้ไม่อยากจะรับคำแนะนำจากท่าน นายอนุทินเองก็เคยทำงานร่วมกับอดีตนายกฯทักษิณมาก่อน ก็รู้อยู่แล้วว่าท่านมีความปรารถนาดี ประสบการณ์ที่ท่านสะสมมาระหว่างอยู่เมืองนอก และก็เข้ามาสู่กระบวนการทางกฏหมาย ซึ่งต้องเน้นย้ำว่าถูกต้อง ตรงนี้ก็อย่างมาดราม่ากันเลย ว่ามีนายกกี่คน  รัฐธรรมนูญไทยก็ระบุอยู่แล้วว่ามีนายกคนเดียว ก็มีคนเดียวก็คือผมนี่แหละ" นายกฯ ระบุ 

พร้อมรับฟังทุกเสียงแนะนำบริหารประเทศ

ทั้งนี้ กรณีที่ได้รับคำแนะนำจาก พล.อ.ประยุทธ์ องคมนตรีและอดีตนายกฯ ว่า ที่ทำอยู่ก็ดีอยู่แล้ว แต่ต้องอดทนต่อไป เพราะอย่างที่เตือนแรงตั้งแต่ตอนแรก ที่ตนเข้ามารับตำแหน่ง เรื่องธุรกิจกับเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินไม่เหมือนกัน เพราะธุรกิจมีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ราชการต้องขึ้นกับหลายหน่วยงาน และนายอนุทิน ก็เตือนตนว่า ขอให้ใจเย็นๆ ไม่ใช่ทุกเรื่องทำได้เองหมด

นอกจากนี้ เช่นเดียวกับสื่อมวลชลก็เคยเตือนตน ว่าให้ใจเย็นและช้า ๆ บ้าง อย่าปากไว ซึ่งตนก็ไม่เคยแสดงอารมณ์โกรธอะไร แต่มองว่าบางบริบทก็เหมาะสมที่จะได้รับคำเตือนและนำไปพิจารณา พร้อมยืนยันว่าตนไม่ได้เคลมหมดว่า รู้หมดทุกอย่าง หากคำแนะนำอะไรที่เหมาะสมและเตือนกันด้วยความปรารถนาดี ก็พร้อมน้อมรับจากทุกท่านไม่ใช่จากทุกคนไม่ใช่เพียงอดีตนายกฯอย่างเดียว เพราะต้นเพิ่งเข้าการเมืองได้ 5-6 เดือน ซึ่งก็ได้รับคำเตือนตลอดอย่างเช่นเมื่อเช้านี้ นายอนุทินก็ยังให้คำแนะนำเรื่องการทำงานอยู่  

นายเศรษฐา กล่าวต่อว่า แต่ถึงอย่างไรทุกคนก็ยังมีขีดจำกัดของตนเอง เช่น ให้คำแนะนำ 10 เรื่อง ตนอาจจะรับฟัง 6-7 เรื่อง เพราะตนก็มีขีดจำกัดและมีความเป็นตัวของตัวเอง  แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีคำแนะนำ ยืนยันว่านายกรัฐมนตรีคนนี้พร้อมน้อมรับคำแนะนำ

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกฯ ถ้าบอกว่าไม่เหนื่อยก็คงไม่จริง แต่เมื่อเสนอตัวมารับใช้ประชาชนแล้ว ก็รู้ว่างานจะเยอะอยู่แล้ว อาทิ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหา PM 2.5  ปัญหายาเสพติด ซึ่งเมื่อเช้าที่ผ่านมาตนก็ได้คุยกับแม่ทัพภาคที่ 2 ที่นำเสนอวิธีการแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งมองว่าบางเรื่องก็มีความน่าสนใจในการกำจัดยาเสพติด พร้อมยืนยันว่าตนไม่อยากจะมองว่าเป็นปัญหาแต่ขอให้มองว่าเป็นโอกาส 

ส่วนกรณีที่นายทักษิณ ได้รับการพักโทษทำให้มีการมองว่าสถานการณ์การเมืองหลังจากนี้จะมีความเปลี่ยนแปลง ว่า ก็คอยดูต่อไปเพราะการเมืองเปลี่ยนแปลงทุกวัน แต่ตนไม่แน่ใจว่าที่สื่อบอกว่าเปลี่ยนไปนั้น จะดีขึ้นหรือเลวลง แต่มองว่าเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นอยู่แล้ว

 

"เพราะรัฐบาลเองก็มี 314 เสียง เราทำงานร่วมกัน แม้จะมีบางข้อที่เห็นไม่ตรงกัน แต่ก็พูดจากันด้วยดี และพยามแก้ปัญหาด้วยความตั้งใจจริง เพื่อจุดมุ่งหมายเดียว คือ การนำพาประเทศไปให้ได้ ถ้าการพักโทษ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยอยู่บนความชอบธรรมของกฎหมาย ที่ท่านได้กลับมารับโทษเรียบร้อยแล้ว และผ่านขั้นตอนทางกฎหมายเรียบร้อย และออกมาพักตัวที่บ้านแล้ว ผมเชื่อว่าพี่น้องคนไทย ประชาชน 66 ล้านคน ก็ยินดีถ้าเกิดการเมืองไทยดีขึ้น ก็เป็นหน้ามี่ของเราที่ทำให้มันดีขึ้น" นายเศรษฐา กล่าว

 

ส่วนอดีตนายกฯของพรรคเพื่อไทย ที่ยังอยู่ต่างประเทศ หากจะกลับมาเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายนั้น นายเศรษฐา กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของท่าน ตนไม่มีความเห็นใดๆทั้งสิ้น หากกลับเข้ามาตามกระบวนการกฎหมายและทุกอย่างถูกต้องก็เป็นเรื่องน่ายินดี

แสดงจุดยืนได้แต่ต้องไม่นอกกรอบกฎหมาย 

ส่วนกลุ่ม คปท. อาจจะไปปักหลักชุมนุมที่หน้าบ้านจันทร์สองหล้านั้น ส่วนตัวอยากเห็นบ้านเมืองเดินหน้าไปให้ได้ ซึ่งขณะนี้บ้านเมืองสงบสุขอยู่แล้ว แต่ปัญหาใหญ่ขณะนี้ คือ เรื่องเศรษฐกิจ จึงอยากให้โฟกัสเรื่องนี้มากกว่า ส่วนการแสดงทางจุดยืน ขอให้อยู่บนกรอบของกฎหมาย โดยรัฐบาลก็มีหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมาย อย่าให้เกินเลย

เมื่อถามย้ำว่า จะมีการขอคำแนะนำนายทักษิณหรือไม่ เพราะรัฐบาลก็มุ่งนโยบายเรื่องเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้มีแค่อดีตนายกฯทักษิณ แต่ทุกคนเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วว่า อดีตนายกฯทักษิณเป็นบุคคลที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยด้วย และก็ยังมีอดีตนายกรัฐมนตรีอีกหลายคน ที่มีความชำนาญในหลาย ๆเรื่อง ซึ่งรัฐบาลรรวมถึงตน ก็มีสิทธิ์ที่จะไปขอคำแนะนำกับบุคคลเหล่านี้ แต่ยืนยันว่าจุดมุ่งหมายที่ทุกคนมี คือ ให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้

"เสี่ยหนู" พบ "ทักษิณ" เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย

ขณะที่ "นายอนุทิน" กล่าวว่า การที่นายทักษิณได้รับการพักโทษนั้น ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย เชื่อว่าครอบครัวก็มีความดีใจ มีความสุข ส่วนสถานการณ์การเมืองหลังจากนี้ ก็น่าจะเป็นปกติ รัฐบาลก็มีนายเศรษฐา คอยบริหารอยู่แล้ว แล้วก็ช่วยกันทำงาน ส่วนที่มีหลายคนบอกว่าศูนย์รวมอำนาจจะย้ายขั้วจากทำเนียบไปอยู่ที่บ้านจันทร์ส่องหล้านั้น ใครจะพูดอะไรก็พูดได้หมด แต่ส่วนตัวก็เคยโดนว่าศูนย์รวมอำนาจอยู่ที่ จ.บุรีรัมย์ แต่ทุกคนก็ช่วยกันทำงาน

ส่วนจะมีโอกาสไปพบนายทักษิณหรือไม่นั้น "ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย เพราะช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ต้องพักฟื้นของท่านอยู่ ถ้าหายดีแล้ว ก็จะไปกราบท่าน ในฐานะผู้บังคับบัญชาเก่า"

"อดีตขุนคลัง" อยากให้ใช้ข้อเสนอ "ทักษิณ" มาพัฒนาบ้านเมือง

ขณะที่ ช่วงค่ำวานนี้ (17ก.พ.) "นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช" อดีต รมว.ศึกษาธิการ และอดีต รมว.คลัง ได้ไปรอต้อนรับ ที่บริเวณหน้าบ้านพักจันทร์ส่องหล้า พร้อมระบุว่า ตนมาให้กำลังใจ นายทักษิณ ก่อนหน้านี้ตนไปที่โรงพยาบาลตำรวจ แต่มีผู้สื่อข่าวบอกว่า จะมีกลุ่มคนแสดงความไม่เห็นด้วยมา จึงมาที่บ้านจันทร์ส่องหล้า

ทั้งนี้ ตนตั้งใจมาเนื่องจากเคยทำงานกับนายทักษิณ มานานกว่า 20 ปี และตนเป็นรมว.คลัง ในสมัย "นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์" อดีตนายกฯ ตอนที่ตนไปเยี่ยม นายทักษิณ ที่โรงพยาบาลตำรวจ ไม่สามารถเข้าได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่อนุญาตให้เฉพาะทนายความ 3 คน และญาติ ของนายทักษิณ 7 คนเท่านั้น จึงได้ฝากรูปถ่ายไปให้นายทักษิณ ซึ่งได้เจอนายทักษิณ ล่าสุดคือที่สนามบินตอนกลับมาที่ประเทศไทย แต่ไม่ได้คุยกัน

 

"ผมอยากให้มองว่า นายทักษิณ เป็นคนมีฐานะดี และเข้ามาพัฒนาชาติบ้านเมือง สมัยที่มาเล่นการเมืองปี 2544 ยุคนั้นชาติล้มละลาย เศรษฐกิจไม่เติบโตและติดลบ ยุคไอเอ็มเอฟยึดประเทศ รวมถึงไอเอ็มเอฟให้ขึ้นดอกเบี้ย เพื่อให้ทรัพย์สินของคนในชาติราคาตกลง ซึ่งนายทักษิณ เข้ามาแก้ไขให้เลิกเป็นหนี้ ไอเอ็มเอฟด้วย รวมถึงเรื่องบัตร 30 บาทรักษาทุกโรคที่ช่วยเหลือคน" นายสุชาติ กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่านายทักษิณเป็นคนเก่ง เป็นนายกคนแรก ๆ ที่ประเทศไทยล่มจมไปแล้ว แต่กลับเจริญรุ่งเรือง รองเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์เท่านั้น หากมองยาวๆ ใช้ประโยชน์ความคิดของนายทักษิณ น่าจะช่วยให้ประเทศเจริญกลับมาเหมือนสมัยนั้นได้ แม้นายทักษิณ จะกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้ แต่ให้ความเห็นลอย ๆ ไปทางสื่อโซเชียล แล้วรัฐบาลก็ลองดูว่าจะรับไปทำหรือไม่

"วราวุธ" ยินดีครอบครัวชินวัตรอยู่พร้อมหน้า  

"นายวราวุธ ศิลปอาชา" รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า กรณีที่นายทักษิณ ได้รับการพักโทษนั้น ในฐานะคนที่เป็นลูกคนหนึ่งต้องขอแสดงความยินดีกับครอบครัวชินวัตร ที่ในวันนี้ผู้นำครอบครัวได้กลับบ้าน โดยเฉพาะหลาน ๆ ที่จะได้อยู่กับ คุณปู่ คุณตา ก็ขอแสดงความยินดีกับครอบครัวอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม คิดว่าจากวันนี้ไปซอยจรัญสนิทวงศ์ 69 คงจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง คงจะมีผู้คนเข้าออกซอยเยอะขึ้นมาก และในเวลาเดียวกันคงจะทำให้เศรษฐกิจในละแวกนั้นกระเตื้องขึ้น เพราะวันก่อนได้เห็นจากข่าวว่าคุณลุงพ่อค้าขายบะหมี่ที่ซบเซาไป ตอนนี้กิจการคงกลับมาเฟื่องฟูได้เหมือนเดิม

ดีใจ "อุ๊งอิ๊งค์" มีกุนซือปรึกษาตลอด 24 ชม.

 

"ผมคิดว่าอุ๊งอิ๊งค์คงได้มากกว่ากำลังใจ เพราะเมื่อได้กลับมาอยู่บ้านด้วยกันแล้ว เวลามีปัญหาก็สามารถปรึกษากับคุณพ่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องใช้ทางโทรศัพท์ หรือขอเวลาเข้าไปเยี่ยม ดังนั้น การได้อยู่ใกล้ชิดกันสามารถปรึกษากันได้ตลอด ก็ยิ่งจะทำให้ได้ทั้งพลังใจ กำลังใจ ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะเพื่อไทยเป็นพรรคใหญ่ คงจะมีหลาย ๆ เรื่องที่คงต้องแก้ไข และในวันนี้เมื่อคุณพ่อออกมาแล้ว ก็เชื่อว่าจะได้เป็นกุนซือสำคัญอีกคนหนึ่ง"นายวราวุธ กล่าว

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้อดีตคนเคยทำงานกับนายทักษิณ บอกว่าจะหาโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ โดยส่วนตัวแล้วจะหาโอกาสนั้นด้วยหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า "ตั้งแต่วันที่นายกฯทักษิณกลับเมืองไทย ผมเองไปรับนั้น ก็ไม่ได้ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา แต่ไปในฐานะหลานคนหนึ่ง เพราะนายกฯทักษิณ กับพ่อบรรหาร มีความสนิทสนมกันมานานมาก ดังนั้น วันนี้เมื่อนายกฯทักษิณได้ออกจากโรงพยาบาล กลับมาอยู่บ้าน สามารถเข้าเยี่ยมได้ ก็คงจะหาเวลาและขอนัดเข้าไปเพื่อเยี่ยม ไปสวัสดี และถามไถ่อาการป่วยตามประสาอาหลาน"

"วันชัย" ทำนาย "มหาอุจจ์" กลับบ้าน ผู้มีอำนาจตัวจริงส่องไสว

สำทับด้วย "นายวันชัย สอนศิริ" สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า การที่นายทักษิณ ได้รับการพักโทษ และกลับบ้านเสน่ห์จันทร์ส่องหล้า ผู้มีอำนาจ "มหาอุจจ์" ตัวจริงได้กลับบ้านแล้ว เสน่ห์ ความนิยมจะหวนคืนอีกครั้ง พร้อมให้จับตารัฐบาลเศรษฐาปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เนื่องจาก ระยะนี้ดาวจันทร์กับดวงเมือง และผู้มีอำนาจทางการเมือง มีความสัมพันธ์ และสำคัญมาก เพราะตั้งแต่วันศุกร์ที่ 16 ก.พ. 2567 ดาวจันทร์ย้ายจากราศีเมษ เข้าสู่ราศีพฤษภในตำแหน่งมหาอุจจ์ อันหมายถึงมหาเสน่ห์ที่จะเกิดขึ้นกับปวงชน อำนาจวาสนาและบารมีจะแน่นปึ้ก! พลังแห่งความยิ่งใหญ่จากจันทร์ดับที่อับแสง จะกลายเป็นจันทร์ส่องหล้าที่สว่างไสว รัฐบาลและผู้มีอำนาจ จะสร้างผลงานให้ปรากฏ ดับข้อขัดแย้ง และความติดขัดทั้งมวลให้กระจ่างแจ้ง ทั้งในสภาและนอกสภา จะปลอดโปร่งโล่งไสว

นอกจากนี้ ยังเห็นว่านายทักษิณ ผู้มีอำนาจตัวจริง เสียงจริง ออกมาแล้ว ระยะเวลาแห่งความเป็นรัฐบาลกับที่อยู่ในเรือนจำเท่ากัน เห็นปัญหาต่าง ๆ มากมาย แต่ก็คงมีข้อจำกัดทำให้ขยับกับอำนาจไม่เต็มที่

 

"วันนี้เมื่อจันทร์ส่องหล้าแล้ว คงจะทำให้การบริหารจัดการทางการเมือง และการทำงานของคุณเศรษฐา และคณะรัฐมนตรี ให้มีพลังที่เป็นเอกภาพ มีการขับเคลื่อนผลงานออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ เป็นที่นิยมชมชอบของประชาชนได้ เพราะนายทักษิณ คือ ศูนย์รวมแห่งอำนาจตัวจริง คุณเศรษฐา แม้จะแสดงบทบาทมาแล้ว 6 เดือน ใครก็รู้ว่า ไม่ใช่ตัวจริงเสียงจริง พลังขับเคลื่อนจึงยังไปไม่เต็มสูบ วันนี้ เวลานี้ถ้าปล่อยให้เหมือน 6 เดือนที่ผ่านมา เพื่อไทย และรัฐบาล ก็จะหมดมนต์ขลัง หมดพลังแห่งความนิยมชมชอบ แต่วันนี้ดาวจันทร์เป็นมหาอุจจ์ ทั้งมหาอุจจ์ตัวจริงก็ออกมาแล้ว ทั้งเสน่ห์ ทั้งความนิยมชมชอบ บริวารว่านเครือจะมาดำรงคงไว้ซึ่งความยิ่งใหญ่ในอดีตอีกครั้ง ที่ออกจากเรือนจำในช่วงเช้าของวันที่ 18 ก.พ. เป็นฤกษ์แห่งจันทร์เสน่ห์ จันทร์มหาอุจจ์ มุ่งไปสู่จันทร์ส่องหล้า ทางการเมืองอาจปรับคณะรัฐมนตรี อาจปรับเปลี่ยนกระทรวงหรือวิธีการทำงาน อันจะทำให้เศรษฐกิจและสังคมกลับมาเฟื่องฟูเข้มแข็ง" นายวันชัย กล่าว 

 

ข่าวล่าสุด