ด้าน "นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์" สส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้อภิปรายสนับสนุนญัตติขอให้สภา ตั้ง กมธ.วิสามัญ ชุดที่พรรคเพื่อไทยเสนอ การนิรโทษกรรมไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย และไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวเสมอไป ประเทศไทยเคยนิรโทษกรรมมาแล้วทั้งหมด 22 ครั้งด้วยกัน และถ้ามีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะนิรโทษกรรมเพื่อลดความขัดแย้งในสังคม เพิ่มเสถียรภาพให้กับการเมือง ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ คืน พ่อให้กับลูกสาวที่ยังเล็กได้ เพื่อให้คนอยู่ในต่างประเทศที่มีความเห็นทางการเมืองที่ขัดแย้งกับรัฐ กลับมาสู่มาตุภูมิประเทศตัวเอง จึงคิดว่าการนิรโทษกรรมไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว หรือมีภาพที่เป็นลบตลอดเวลา
"ผมคิดว่า โอกาสในการรับนิรโทษกรรม ไม่ควรผูกขาดกับคณะรัฐประหาร หรือคนที่คิดที่จะล้มล้างการปกครอง เพียงอย่างเดียว ไม่ควรที่จะผูกขาดกับคนที่จะบ่อนเซาะต้องการที่จะทำลายระบบประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียว" นายพิธา กล่าว
ก่อนที่ นายพิธา จะหยิบเอกสารจากสภาฯ ขึ้นมาอ้างอิง พร้อมระบุ ตั้งแต่ปี 2475 - 2557 ไม่ว่าจะครั้งไหน มีเพียงแค่ 2521 ครั้งเดียว ที่เป็นพ.ร.บ.นิรโทษกรรม แก่ผู้ซึ่งกระทำความผิด เนื่องจากการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ นอกจากนั้น มีแต่นิรโทษกรรมผู้กระทำการปฏิวัติ ยึดอำนาจปกครองประเทศ ความผิดต่อความมั่นคงของราชอาณาจักรในฐานะ กบฏ นี่คือสิ่งที่ไม่ควรอนุญาตให้การผูกขาดการนิรโทษกรรม อยู่กับการรัฐประหาร เพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม การนิรโทษกรรมไม่ใช่แค่เรื่องการให้พ้นผิดทางกฎหมาย ภาษาอังกฤษ คือ Amnesty มาจากภาษากรีก แปลว่า "ทำให้ไม่ต้องจำ ทำให้ลืมไป" ตนคิดว่าประเทศไทยต้องก้าวผ่านเรื่องแค่การพ้นผิดทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว ควรจะคิดเรื่องนี้ว่าเป็นโอกาสสร้างความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ควรมีการป้องกัน ไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก ทำให้เกิดความโป่งใสขึ้น ทำให้เกิดการเสาะหาข้อเท็จจริงขึ้น รวมถึงการรับผิดชอบต่อสาธารณะ จึงจะทำให้ความปรองดองเกิดขึ้นในชาติได้จริง
"จึงเป็นโอกาสที่สังคมไทยจะก้าวเกินกว่าแค่เรื่องการนิรโทษกรรม เพราะเป็นแค่จุดจุดหนึ่งเท่านั้น ในการจะทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองประเทศไทยลดน้อยลง และมีเสถียรภาพ และมีสมาธิพอที่จะใช้พลังของพวกเรา ในการแก้ไขปัญหาไม่ว่าจะเป็นการเมืองเศรษฐกิจสังคม สิ่งแวดล้อมหรือเรื่องการศึกษาก็ตาม เราต้องยอมรับก่อนว่า เราอยู่ในช่วงความขัดแย้งทางการเมืองไทย อย่างน้อยนับแต่การทำรัฐประหาร 19 กันยายน สร้างบาดแผล ร้าวลึก กับสังคมไทยตั้งแต่สงครามสีเสื้อ จนถึงการลุกขึ้นเรียกร้องของเยาวชนคนรุ่นใหม่ นำไปสู่ 10 กว่าปีที่สูญหาย ตั้งแต่ปี 2549 - 2567 การเมืองไทยประสบพบผ่านนายกรัฐมนตรี 7 คน รัฐประหาร 2 ครั้ง รัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ม็อบใหญ่ต้านรัฐบาล 9 ระลอก การปะทะปราบปรามสลายม็อบ 5 ยก คนล้มตาย เรือนร้อย บาดเจ็บเรือนพัน เศรษฐกิจเสียหายหลายแสนล้านบาท" นายพิธา กล่าว
ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวด้วยว่า เพราะฉะนั้นการนิรโทษกรรมครั้งนี้ จะต้องไม่คิดเฉพาะคนที่ทำรัฐประหาร แต่ควรคิดที่เหยื่อ คนที่ถูกทำรัฐประหาร ต้องคิดถึงคนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐบาลที่สืบทอดมาจากการทำรัฐประหาร ไม่ใช่จำเป็นเฉพาะแค่พูดออกมาเรียกร้องทางการเมือง แต่ยังมีเรื่องอื่นเช่น การการติดคุกทวงคืนผืนป่า หรือคนที่ถูกรัฐฟ้องปิดปากประชาชน ถ้าตั้งหลักกันได้ ว่าเวลาที่จะนิรโทษกรรมเมื่อไหร่ หากฟังที่ตนพูด ก็จะรู้ได้ว่าอย่างน้อย ย้อนหลังไปถึงปี 2549 ใครที่จะได้รับนิรโทษกรรมก็คงจะเดาออก
ส่วนกระบวนการที่จะทำไม่ใช่แค่บอกว่ายุติคดีทางอาญา แต่คือการเยียวยาการออกมารับผิดชอบสร้างสาธารณะ ไม่ให้เกิดวัฒนธรรมผิดลอยนวล ไม่ใช่แค่นิรโทษกรรมของคนที่สั่งฆ่า แต่จะต้องดูคนที่ถูกฆ่าด้วย พูดในมุมของคนที่ต้องสูญเสียอิสรภาพในการอยู่ในประเทศบ้านเกิดเมืองนอนเท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นการนิรโทษกรรมที่รอบคอบบรรลุไปถึงเป้าหมายที่ประเทศไทยต้องการ ณ ปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี ถ้าหากทำแบบนี้คิดว่าจะเป็นกระดุมเม็ดแรกที่จะสามารถตั้งต้นทั้งสามอธิปไตยของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คือ
- ฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรี สามารถสั่งตำรวจได้เลย ชะลอคดี
- ฝ่ายอัยการศาล ต้องวินิจฉัยคดี ด้วยความรัดกุม รอบคอบ บนฐานของข้อมูล ที่เป็นข้อเท็จจริงเท่านั้น ไม่ใช่เอาอารมณ์ หรืออะไรอย่างอื่นมาตัดสินด้วย
- ฝ่ายรัฐสภา อภิปรายความแตกต่าง ของ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ไม่ว่าจะมาจากพรรคไหน และรวมถึงข้อคิดเห็นของประชาชนด้วย
"ชัยธวัช"ชี้นิรโทษประตูบานแรกคลี่คลายขัดแย้ง แนะทุกฝ่ายถอดหัวโขนร่วมแก้
ด้าน "นายชัยธวัช ตุลาธน" สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายสนับสนุนญัตติของพรรคเพื่อไทย โดยเห็นว่า การนิรโทษกรรมในอดีตที่ผ่านมา มักเป็นการนิรโทษกรรมให้กับผู้มีอำนาจ มีบางครั้งที่นิรโทษกรรมให้กับประชาชน หนึ่งครั้งนิรโทษกรรมให้กับประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และอีกหนึ่งครั้งที่เคยนิรโทษกรรมให้กับนักศึกษาประชาชนที่ถูกใส่ร้ายและมาตรา 112 จากเหตุการณ์ 6 ตุลา
ส่วนการนิรโทษกรรมในครั้งนี้มีความสำคัญ ตนเห็นด้วยกับสมาชิกมองตรงกันว่า ต้องมีเป้าหมายเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง สร้างความสมานฉันท์ให้กับสังคมไทย ซึ่งประเทศอยู่ในวังวนนี้เกือบ2 ทศวรรษ แต่ยังไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย หรือกระบวนการเดียวที่จะยุติหรือคลี่คลายความขัดแย้งในสังคม แต่ตนและพรรคก้าวไกล การนิรโทษกรรมเป็นประตูบานแรกสู่การคลี่คลายความขัดแย้งและแสวงหาฉันทามติครั้งใหม่
ทั้งนี้ เวลาพูดถึงเรื่องนิรโทษกรรม ต้องยอมรับว่ามีคนไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าประเทศไทยไม่มีคดีการเมือง ทุกคดีที่เกิดขึ้นเกิด มาจากการไม่เคารพกฎหมาย ดังนั้น การนิรโทษกรรมจะเป็นการสร้างมาตรฐานที่ผิด อนาคตจะไม่มีใครเกรงกลัวกฎหมายอีกต่อไป
"แต่ผมอยากให้นึกภาพให้ดีๆ ปฎิเสธไม่ได้ว่าคดีทางการเมือง ไม่ควรมองคดีเหล่านี้เป็นอาชญากรรม หลายคนถูกดำเนินคดี เพราะเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง เพราะเชื่อในพลังความบริสุทธิ์ที่ถูกต้อง ผลักดันความคิด ความฝัน และสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าดีต่ออนาคตของประเทศของเรา ไม่ว่าจะอยู่ฝั่งไหน หลายคนถูกดำเนินคดี เพราะไม่แสดงออกทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ ที่ต่อต้านความอยุติธรรม ต่อต้านการรัฐประหาร หรือปกป้องประชาธิปไตย ถูกดำเนินคดีเพียงเพราะมีความคิดไม่ตรงรัฐ หรือหน่วยความมั่นคงไม่อนุญาตให้คิด" นายชัยธวัช กล่าว
นายชัยธวัช กล่าวต่อว่า มองในแง่นี้ คดีการเมืองเป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ การนิรโทษกรรมครั้งนี้จึงมีทั้งมิติให้อภัยต่อกัน และการคืนความยุติธรรมให้กับประชาชนจากความขัดแย้งทางการเมืองในรอบเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งตนเห็นด้วยที่จะตั้ง กมธ.วิสามัญ แต่ถ้ายึดเอาเป้าหมายเป็นตัวตั้ง แต่ก็ต้องระมัดระวัง อย่าทำให้ที่เกิดขึ้น ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางการเมือง ไม่สามารถคลี่คลายความขัดแย้ง หรือสร้างความสมานฉันท์ ไม่สามารถนำไปสู่การถอดสลักระเบิดในสังคมไทยได้ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่าบ้านเมืองขณะนี้ยังไม่ปกติ พื้นที่ในระบบรัฐสภาดูจะจำกัดลงเรื่อยๆ สูญเสียโอกาสในการที่จะเป็นพื้นที่แสวงหาข้อยุติความคิดเห็นที่แตกต่างกัน สูญเสียโอกาสที่จะเป็นกลไกทางประชาธิปไตยที่จะหาข้อยุติความขัดแย้ง แต่ยังมีโอกาสอยู่ และหวังว่าท่ามกลางพื้นที่ที่จำกัดลงเรื่อย ๆ
"พวกเราจะร่วมมือกันถอดหัวโขนทางการเมืองออก หันหน้าพูดคุยกัน เพื่อใช้พื้นที่แห่งนี้ สภาผู้แทนราษฎรที่แต่งตั้งโดยประชาชน ใช้โอกาสครังพูดคุยกัน แสวงหาทางออกร่วมกันในการนิรโทษกรรมคดีการเมือง เพื่อเป็นประตูบานแรกในการเปลี่ยนการเมืองของความเกลียดชัง เปลี่ยนการเมืองที่เกิดจากความเคียดแค้นชิงชัง ไม่เข้าใจกัน แล้วนิรโทษกรรมคู่ขัดแย้งทั้งหมด เป็นจุดเริ่มต้นทั้งหมดในการสร้างการเมืองแห่งความรัก สร้างความเข้าอกเข้าใจต่อกัน ความปรารถนาดีร่วมกัน เพื่อให้พวกเรามีระบบการเมือง มีระเบียบสังคมที่พวกเราอยู่ร่วมกันได้ แม้ว่าจะไม่มีทางที่จะเห็นด้วยตรงกันทุกเรื่องทั้งหมด" นายชัยธวัช กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังสมาชิกอภิปรายกันพอสมควรแล้ว ที่ประชุมสภาเห็นชอบให้ตั้ง คณะ กมธ .วิสามัญศึกษาการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 35 คน โดยสัดส่วนคณะรัฐมนตรี (ครม.) 8 คน ตัวแทนพรรคการเมือง 27 คน เช่น นางอังคณา นีละไพจิตร , นายวุฒิสาร ตันไชย , นายยุทธพร อิสรชัย เป็นต้น โดยใช้เวลาศึกษา 60 วัน