ด้าน นายชัยชนะ เดชเดโช ประธานกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบกรณีพิจารณาอนุมัติให้ นายทักษิณ ชินวัตร นักโทษชายเด็ดขาด ไปรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาลตำรวจว่า วันนี้(21 ธ.ค.) ได้มีการเชิญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, ปลัดกระทรวงยุติธรรม, อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และรักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งทางกระทรวงยุติธรรมได้มอบหมายให้ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์เป็นผู้ชี้แจง
นอกจากนี้ยังมีผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยการประชุมครั้งที่ผ่านมา ยังไม่ได้ข้อชัดเจน เนื่องจากหน่วยงานส่งบุคคลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องมาชี้แจง แต่ครั้งนี้มีรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์และเนื้อหาวันนี้ต้องบอกขั้นตอนการรับนักโทษเข้าเรือนจำว่า มีวิธีการอย่างไร และต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าการส่งนายทักษิณ เข้ารักการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ คนที่ชี้ขาดคือคำวินิจฉัยของแพทย์หรืออำนาจของผู้บัญชาการเรือนจำ
เบื้องต้นกรมราชทัณฑ์ได้เตรียมเอกสารคำสั่งที่แพทย์วินิจฉัยมาชี้แจงด้วย ต้องดูว่าจะชี้แจงได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งคาดหวังว่า จะได้รับคำชี้แจงในความคาดหวังของกรรมาธิการฯและสามารถตอบสังคมได้ครบ ในส่วนของโรงพยาบาลตำรวจต้องดูว่ามีการปฏิบัติอย่างไรกับนักโทษ
ส่วนที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า นายทักษิณได้เข้าเกณฑ์ได้รับอานิสงส์จากระเบียบกรมราชทัณฑ์การจำคุกนอกเรือนจำนั้น นายชัยชนะ กล่าวว่าต้องไปถามนายสมศักดิ์ ตนไม่สามารถตอบแทนได้ แต่สิทธิที่นักโทษได้รับต้องเท่ากัน สังคมนี้หากเป็นสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำ มีความสองมาตรฐานสังคมก็อยู่ยาก
ขณะที่นายวัชระ เพชรทอง ในฐานะผู้ยื่นคำร้องให้ตรวจสอบกรณีดังกล่าว ระบุว่า ตนมาชี้แจง โดยตนได้รับการฝากจากประชาชนทั้งประเทศมาถาม กมธ.ตำรวจว่า นักโทษชายทักษิณอยู่ที่ชั้น 14 จริงหรือไม่ ซึ่งตนได้นำเอกสารการส่งออกผู้ต้องขังไปรักษาตัวภายนอก หรือ รท.101 ของนายทักษิณ ที่ไม่ได้มีการกรอกข้อมูลใดๆเลย มาสอบถามในชั้น กมธ.ด้วย ทั้งที่เอกสารดังกล่าวนักโทษทั้งประเทศ จะต้องกรอกรายละเอียด
เนื่องจากตั้งแต่นายทักษิณถูกควบคุมตัวเข้าเรือนจำ ข้าราชการชั้นผู้น้อยไม่กล้า จะซักถามประวัติเพื่อกรอกรายละเอียดเหมือนนักโทษทั่วไป อีกทั้งเป็นที่น่าสังเกตว่า ระเบียบกรมราชทัณฑ์ เรื่องการคุมขังนอกเรือนจำที่ได้ประกาศเมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา คนที่ลงนามในระเบียบดังกล่าว ผ่านมา 19 วันได้ขึ้นเป็นอธิบกรมราชทัณฑ์ จึงเป็นเครื่องสะท้อนว่า การประกาศระเบียบดังกล่าวนั้นมีการเอื้อประโยชน์ ต่างตอบแทน
และขอเรียกร้องให้เลื่อนประกาศนี้ออกไปอีก 1 ปี เพื่อไม่ให้เป็นข้อครหาต่อสังคมและประชาชน เพราะขณะนี้ประชาชนทั้งประเทศเชื่อว่าระเบียบดังกล่าวเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี ฉะนั้นการเลื่อนประกาศดังกล่าวเป็นอำนาจอธิบดีกรมราชทัณฑ์
เมื่อถามว่า เจ้าหน้าที่ที่ซักประวัติถือว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ นายวัชระ กล่าวว่าต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและลงโทษต่อไป โดยให้กันข้าราชการชั้นผู้น้อยทุกคนไว้เป็นพยาน