เพราะตนคิดว่า ในเมื่อสื่อมีพื้นที่มากมายในการที่นำเสนอข่าว และวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์บุคคลอย่างตรงไปตรงมา ก็ควรที่จะถูกตั้งคำถามแล้วก็วิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตได้เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ขอเป็นกำลังใจให้สื่อมวลชนทุกคน ที่ทำหน้าที่นำเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา ให้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และขอให้ในอนาคต เรามีสังคมที่เป็นประชาธิปไตย มีเสรีภาพ สื่อที่เรียกว่าเป็นเสรีภาพสื่อจริงๆในด้านแรงงาน ภาคสื่อมวลชนทุกคน อยากให้ได้รับสวัสดิการที่มันดีขึ้น ตรงไปตรงมามีกฎหมายที่คุ้มครองรองรับ ในวันที่เรียกว่าเราบาดเจ็บหรือว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น
เมื่อถามว่า อย่างเรื่องของเสรีภาพ สื่อจะมีการไปเสนอญัตติอะไรในที่ประชุมสภาฯหรือไม่น.ส.รักชนก กล่าวว่า เราพยายามผลักดันเรื่องนี้ ก็คงกลับไปวางแผนกันว่า เอาคดีนี้สามารถไปต่อยอด ให้เป็นแนวทางของคดีอื่นๆ หรือสามารถเอาไปเป็นวัตถุดิบที่เอาไปทำไรได้บ้าง ส่วนเรื่องฟ้องกลับ จริงๆแล้วตั้งแต่เป็น ส.ส.ก็ตั้งใจไว้ว่า คงไม่ฟ้องประชาชน ไม่ฟ้องสื่อ ไม่อยากใช้วิธีการปิดปากที่รัฐทำกับประชาชน เราคงไม่อยากเข้ามามีอำนาจ แล้วก็ไปฟ้องนอกจากคดีนี้กับคู่กรณีคดีอื่นก็ไม่มีเเล้ว
"ที่ศาลยกฟ้องในวันนี้ก็ไม่กังวลแล้วค่ะ รู้สึกแล้วว่า โล่งอก เรารู้สึกว่าการมีคดีความต่างๆที่เป็นคดีฟ้องปิดปาก มันเป็นเหมือนแมลงหวี่ที่สร้างความรบกวน ทำให้เราพลาดภาระงานมาเพื่อมานั่งฟังคำพิพากษา ก็รู้สึกโล่งใจก็ดีแล้วที่จะไม่ต้องมาศาลบ่อยๆ"
คดีความตอนนี้ ก็เหลือแค่การยื่นอุทธรณ์คดี ม.112 ขอบคุณศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชนมากๆที่ให้การดูแลตลอด รวมถึงกองทุนราษฎรฯที่เสนอจะมาประกันตัวให้ ถ้าสมมติว่า มีคำพิพากษาออกมาไม่เป็นคุณ ขอบคุณทนายทุกคน ที่อยู่ในศูนย์ทนายสิทธิ์ที่ทำงานกันอย่างเต็มที่ แล้วก็ทำให้ประชาชนคนหนึ่ง ที่วันนั้นเราไม่ได้มีตำแหน่ง ไม่ได้มีหน้าที่ ไม่มีทุนทรัพย์ในการต่อสู้คดี ทำให้เราได้รับความยุติธรรมได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นความยุติธรรมที่ล่าช้า แต่ว่าก็ขอบคุณทนายจริงๆ ที่อยู่กับเรามาตลอด ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ประชาชนที่ไม่มีทางสู้มาตลอด คดีนี้สู้กันมาตั้งเเต่ปี 63
ขณะเดียวกัน น.ส.รักชนกก็ได้ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ศาลยกฟ้อง คดีหมิ่นประมาท กนก-เจ๊ปอง พิธีกรช่องท็อปนิวส์ ด้วยโจทก์เป็นบุคคลสาธารณะและเป็นการติชมโดยสุจริต”