ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร ที่ทำให้รัฐบาลชุดนี้เดินหน้า ที่จะทำโครงการ land bridge อย่างเต็มที่ โดยไม่มีการนำผลการศึกษาทั้ง 2 ฉบับมาเปรียบเทียบ และพิเคราะห์ให้รอบคอบก่อนที่จะเดินหน้าทำ road show โดยนายกรัฐมนตรี
ตัวเลขที่สำคัญที่สุด ที่ต้องนำมาเปรียบเทียบผลการศึกษาทั้ง 2 คือ นอกจากตัวเลขการลงทุนแล้ว คือตัวเลขการประมาณการรายได้ ซึ่งต้องดูในรายละเอียดว่า มีที่มาอย่างไร มาจากไหน และตัวเลขระยะเวลาและต้นทุน ของการขนถ่ายสินค้าแต่ละประเภท จากเรือลงมาขึ้นรถไฟ และการขนส่งโดยรถไฟไปถึงจุดหมาย คือฝั่งอันดามัน และต้นทุนค่าขนถ่ายสินค้าแต่ละประเภท จากรถไฟขึ้นบนเรือ ขณะนี้ยังไม่ช้ดเจนว่า จะมีการขนถ่ายทางท่อหรือไม่
เงื่อนไขที่สำคัญมากคือ การจัดการและระบบข้อมูลเพื่อขนถ่ายสินค้า จากเรือขึ้นรถไฟ และจากรถไฟไปขึ้นเรืออีกฝั่ง จะต้องทำได้แบบไร้รอยต่อ คือรถไฟหรือการขนส่งแบบอื่นๆ จะต้องมาถึงพอดีเวลาที่ต้องขนย้ายสินค้าจากเรือ และเมื่อขนส่งสินค้าไปยังอีกฝั่ง ก็จะต้องพอดีกับเวลาที่เรือมารอรับ พูดอีกอย่างหนึ่งคือ จะต้องมีเวลารอให้น้อยที่สุด มิฉะนั้นเวลาที่อ้างว่าจะลดลงได้ 5 วัน ก็จะน้อยลง ยิ่งเวลารอมากขึ้นเท่าใด ระยะเวลาที่ลดลงได้ก็จะน้อยลงมากเท่านั้น ซึ่งนั่นหมายความว่า ต้นทุนค่าขนส่งก็จะเพิ่มขึ้นด้วย
ที่สำคัญอีกประการคือ โครงการ land bridge ไม่ควรหวังพึ่งความแออัดที่ช่องแคบมะละกา ไม่ควรหวังที่จะรองรับ เรือส่วนเกินกว่าที่ช่องแคบมะละกาจะรองรับได้ ซึ่งขณะนี้ก็เห็นว่า ยังเถียงกันอยู่ว่า ช่องแคบมะละกาแออัดจริงหรือไม่ และยังไม่มีการยืนยันด้วยข้อเท็จจริงว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายถูก แต่โครงการ land bridge จะต้องหวังที่จะสร้างความแตกต่าง นั่นคือสร้างความได้เปรียบด้านระยะเวลาและต้นทุนค่าขนส่งที่ถูกกว่า
ผมได้ถามความเห็นของผู้ที่ทำธุรกิจเดินเรือ และนักวิชาการในด้าน logistics และพาณิชย์นาวีบางท่าน ล้วนไม่เห็นด้วยกับโครงการ land bridge ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า หากรัฐบาลทำ road show ในขณะนี้ อาจหาผู้ลงทุนต่างชาติไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะคงไม่มีใครต้องการลงทุนเป็นแสนล้านหรือล้านล้านแล้วไม่อาจคืนทุนได้
น่าสนใจอย่างยิ่งว่า หากเป็นเช่นนั้นจริง รัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร หวังว่าจะไม่ตัดสินใจลงทุนเอง เพราะหากตัดสินใจเช่นนั้น จะแสดงว่ารัฐบาลไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติแต่ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่า เรามาคอยดูกันต่อไป