เนชั่นทีวี

การเมือง

พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านสรุปผ่านแบบฉลุยหรือต้องลุ้นให้ทันไทม์ไลน์

11 ม.ค. 2567 | chairat_pat

พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านสรุปผ่านแบบฉลุยหรือต้องลุ้นให้ทันไทม์ไลน์

"เกรียง กัลป์ตินันท์" เชื่อมือคณะกรรมนโยบายเคาะกู้เงิน 5 แสนล้านใช้ดิจิทัล​วอลเล็ต 10,000 บาท มั่นใจไม่ซ้ำรอยจำนำข้าว ย้ำเป็นเรื่องดี สว. ขอเปิดอภิปราย ด้าน "ศิริกัญญา" ช่วยกันลุ้นทันเดือน พ.ค. หรือไม่

11 มกราคม 2567 ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญ ภายหลังจากสำนักงาานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ส่งความเห็นกลับไปยังรัฐบาล เกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อนำมาใช้ดำเนินนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับประเทศ รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้น

แม้เรื่องดังกล่าวทาง "นายปกรณ์ นิลประพันธ์" เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเลขาธิการกฤษฎีา ได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปเมื่อวันที่ 9 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำให้รัฐบาลดำเนินการตาม มาตรา 53 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พร้อมทั้งการันตีว่าหากเป็นไปตามคำแนะนำ รัฐบาลก็จะปลอดภัยแน่นอน   

ล่าสุด "นายเกรียง กัลป์ตินันท์" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ รมช.มหาดไทย ในฐานะ สส.บัญชี​รายชื่อ​พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่สมาชิกวุฒิสภาจะขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามมาตรา 153 และหากมีการพูดถึงร่างดังกล่าว ก็เป็นเรื่องดี จะได้มาแชร์ความคิดกัน และหากมีการอภิปรายเรื่อง ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 500,000​ แสนล้านบาท ใครที่ไม่เห็นด้วยก็ไปทักท้วงกัน​ตรงนั้น 

ส่วนจะเป็นหัวเชื้อให้ฝ่ายค้านหยิบไปอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่นั้น นายเกรียง ย้ำว่า "เขาเรียกฝ่ายค้าน เขาก็เล่นทุกเรื่อง มีอะไรที่เอามาเล่นได้ก็เล่นหมด" 

สำหรับที่หลายคนมองการกู้เงินมีความเสี่ยงนั้น ตนมองไม่มีความเสี่ยงอะไร มันจะมีอะไรเสี่ยง ส่วนตอนโครงการรับจำนำข้าวก็มีองค์กรเตือนแบบนี้ ทุกคนสามารถแสดงความเห็นได้ และคณะกรรมการชุดใหญ่ก็มีอยู่ ใครไม่เห็นด้วย ใครทักท้วงก็แสดงความเห็น มันถึงต้องมีบทสรุป และส่วนตัวไม่ได้กังวลว่าจะซ้ำรอยโครงการดังกล่าว เพราะได้ตั้งคณะกรรมการชุดใหญ่ ที่ทุกฝ่ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน ใครมีความเห็นที่แต่ต่างก็เอามาพูดคุยกัน 

เมื่อถามย้ำว่า เป็นหนึ่งใน ครม.ตอนลงมติให้กู้เงินได้ มีความกังวลหรือไม่ เพราะโครงการรับจำนำข้าว ก็ทำให้รัฐมนตรีติดคุกหลายคน นายเกรียง กล่าวว่า คณะการชุดใหญ่มีครบทุกฝ่าย ซึ่งต้องได้ข้อสรุปจากคณะกรรมการชุดนี้ก่อน จึงเข้าที่ประชุม ครม. ดังนั้น ครม.ก็จะวางใจที่จะลงมติ 

เมื่อถามว่า หากด่านแรกผ่าน ด่านต่อไปก็ไม่เป็นห่วงใช่หรือไม่ นายเกรียง กล่าวว่า ถ้าข้อสรุปดี ก็ผ่านทุกเรื่อง บ้านเมืองไม่ใช่ของคนๆเดียว เมื่อเอาหัวของทุกฝ่ายมาชนกันแล้ว ทุกอย่างก็จบ

เมื่อถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะขยายเวลา เพื่อความรอบและให้ทุกฝ่ายเห็นชอบ นายเกรียง กล่าวว่า การทำงานเป็นไปได้ทุกอย่าง ถ้าจำเป็นต้องใช้เวลาก็ต้องใช้เวลา ถ้าทำได้ก็อยากให้เร็ว เพราะรัฐบาลมีงานอีกเยอะ

ขณะที่ "น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล" กรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญงบประมาณ 2567 พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ในฐานะที่ตนดูด้านเศรษฐกิจ ก็ได้สอบถามวิกฤติเศรษฐกิจจะต้องหน้าตาเป็นอย่างไร มีตัวชี้วัดอย่างไร แต่ละหน่วยงานก็ตอบคำถามกัน ยกเว้นสำนักงบประมาณ ซึ่งวิกฤตมีทั้งทางด้านการเงิน ที่มีเอ็นพีแอลสูง คนแห่ไปถอนเงิน วิกฤตภายนอกจากต่างประเทศ เช่น การส่งออก นำเข้า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ทำให้ค่าเงินบาทอ่อน หรือวิกฤตด้านแรงงาน คนตกงานจำนวนมาก  วิกฤตการคลังคือเงินคงคลังลดต่ำเหลือน้อย

ทั้งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ได้แลกเปลี่ยนกลับหน่วยงานทางด้านเศรษฐกิจ และอาจจะเป็นหน่วยงานที่อยู่ในคณะกรรมการนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตด้วย ที่จะต้องให้ความเห็นกับนายกรัฐมนตรี ว่าประเทศไทยอยู่ในช่วงวิกฤตหรือไม่ ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงกับ กมธ. และเท่าที่ไล่ดู 5-6 วิกฤตนี้ ยังไม่มีอันไหนสามารถอธิบายเหตุการณ์ ณ ปัจจุบันได้  

เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงแบบนี้ จะผ่านด่านการพิจารณาของคณะกรรมการดิจิทัลวอลเล็ตหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ก็เห็นอยู่ ก็ไม่รู้ว่าต้องไปค้นวิกฤตใหม่ๆ ขึ้นมาหรือไม่ เพื่อทำให้เกิดวิกฤตจริงๆ ซึ่งต้องเข้าใจว่าเศรษฐกิจไทยไม่สู้ดีจริงๆ โตต่ำจริงๆ และต้องการสิ่งที่ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นจริง แต่ด้วยข้อจำกัดทางด้านกฎหมาย ที่ต้องตีความว่ามันเกิดวิกฤต จึงสามารถกู้ได้  ก็เลยเป็นอุปสรรค ที่สำคัญคือมันจะเป็นบรรทัดฐานด้วย

 

"ถ้าร่างพ.ร.บ.นี้สามารถผ่านได้ ต่อจากนี้ไป รัฐบาลก็ไม่ต้องแคร์งบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้ว บอกแค่ประเทศต้องการการกู้เงิน ก็สามารถทำได้เลยแบบนี้ก็จะทำให้เป็นมาตรฐานที่ไม่ดีในอนาคต" น.ส.ศิริกัญญา กล่าว   

 

ส่วนกรณีที่ฝั่งรัฐบาลให้ไปไล่ดูตลาดว่าเศรษฐกิจเป็นอย่างไรนั้น น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า อย่างที่บอกเศรษฐกิจไม่ดี   การจับจ่ายใช้สอยอะไรก็ฝืดไปหมด และต้องการเข้าไปแก้ไขปัญหาของรัฐบาลโดยเร่งด่วน โดยที่ไม่ต้องรอให้ถึงเดือนพ.ค. ถ้าวันนี้ตลาดมันเงียบ มันฝืด ค้าขายลำบาก ก็ให้รัฐบาลเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องรอให้ถึงเดือนพ.ค. แล้วค่อยไปแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน   

ทั้งนี้ ถ้า พ.ร.บ.กู้เงินผ่านสภาแล้วฝ่ายค้านจะมีมติเป็นอย่างไรนั้น ต้องดูในรายละเอียดก่อนว่าหน้าตาร่างจะเป็นอย่างไร   ในเชิงหลักการ จะต้องตีความตามกฎหมายว่าเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฤษฎีกาได้ตีความหรือไม่ แต่ความเร่งด่วนทางเศรษฐกิจตอนนี้ ยังไม่เห็น ก็คงจะต้องโหวตไม่รับร่างไปก่อน และต้องดูเนื้อหาประกอบ ส่วนจะทันในเดือนพ.ค.หรือไม่นั้น ก็คงต้องช่วยกันลุ้น

 

"วันนี้ยังไม่มีการนัดประชุมคณะกรรมการดิจิทัลวอลเล็ตชุดใหญ่เลย และยังต้องเสนอ ครม. ให้ความเห็นชอบก่อนที่จะเสนอเข้ามายังสภา ซึ่งประเมินว่าก็คงจะผ่านสภา เนื่องจากรัฐบาลมีเสียงข้างมาก แต่ก็ยังมีด่าน สว. ที่อาจจะล่าช้าได้อีก ถ้าไม่รับหลักการ ก็ต้องตีกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎรว่าจะเห็นชอบร่างนี้หรือไม่ ยังไม่รวมอีกหลายหน่วยงานที่จะไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือนักร้องเจ้าประจำต่างๆ" น.ส.ศิริกัญญา ยิ้ม ก่อนระบุทิ้งท้ายว่า ดังนั้นต้องช่วยกันลุ้นว่าจะทันเดือน พ.ค. หรือไม่

 

"จุรินทร์"ย้ำกฤษฎีกามีหน้าที่ปรึกษากฎหมายไม่ใช่นโยบาย

ด้าน "นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ความเห็นการกู้เงินของรัฐบาลเพื่อดำเนินโครงการดิจิทัลวอลเล็ตนั้น โดยกฤษฎีกา เป็นแค่ที่ปรึกษากฎหมาย แต่ไม่ใช่ที่ปรึกษาด้านนโยบายของรัฐบาล เพราะฉะนั้น ถ้าฟังคำตอบจากเลขากฤษฎีกา ก็จะเห็นว่าได้ตอบข้อกฎหมายชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลสามารถออกกฎหมายกู้เงินมาทำดิจิทัลวอลเล็ตได้ ทั้ง  พ.ร.ก. และ พ.ร.บ. และตอบว่า มีกฎหมายฉบับใด และมาตราใด ที่ต้องคำนึงถึงบ้าง

 

"แต่การที่จะให้กฤษฎีกาตอบว่าควรทำ หรือไม่ควรทำ เป็นเรื่องของนโยบาย ซึ่งไม่ใช่หน้าที่กฤษฎีกา แต่เป็นเรื่องของรัฐบาลที่เป็นฝ่ายนโยบายต้องตัดสินใจเอง" นายจุรินทร์ ระบุ   

 

ส่วนถ้ารัฐบาลเห็นว่าการกู้เงิน 500,000 ล้านบาท เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน และเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังวิกฤตนั้น ขอถามรัฐบาลอีกครั้งว่า ถ้าวิกฤตจำเป็นและเร่งด่วนจริงอย่างรัฐบาลพูด ทำไมจึงไม่เสนอเป็น พ.ร.ก. เพราะจะมีผลให้กู้เงินได้ทันที ทำไมจึงเลี่ยงไปเสนอในรูป พ.ร.บ. ซึ่งจะทำให้ล่าช้า ยืดเยื้อ เหมือนซื้อเวลาออกไปอีก  

สำหรับเรื่องการถกเถียงว่าเศรษฐกิจไทยกำลังวิกฤตหรือไม่นั้น ส่วนตัวเห็นว่าข้อแนะนำของ "นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์" สมาชิกวุฒิสภา ที่ให้รัฐบาลเชิญหน่วยงานหรือสถาบันทางเศรษฐกิจที่เชื่อถือได้ มาร่วมนิยามคำว่า "วิกฤต" ให้ชัดเจน เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรรับฟัง

"หมอมิ้ง"ยันไทยอยู่ในสภาวะกบถูกต้ม

ขณะเดียวกัน วันนี้ที่อาคารรัฐสภา ได้มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ได้เป็นการพิจารณางบประมาณในส่วนของสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยมี "นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช" เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าชี้แจงด้วยตัวเอง  

ทั้งนี้ ระหว่างการประชุม "นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์" ในฐานะ กมธ.วิสามัญ ได้อภิปรายสอบถามสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยว่าอยู่ในภาวะวิกฤตหรือไม่ หลังจากเลขาธิการนายกฯ มักให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนหลายครั้งว่า เศรษฐกิจประเทศอยู่ในช่วงของการเจริญเติบโตช้า 

โดย นพ.พรหมมินทร์ กล่าวว่า เศรษฐกิจขณะนี้อยู่ในภาวะวิกฤติอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับกบที่ถูกต้ม หมายความว่า จะค่อยๆ ซึมยาวจนไม่รู้สึก แต่พอเมื่อรู้สึกตัวแล้วก็จะมีปัญหา ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้ขอแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่

  1. ตั้งแต่ปี 2550 ก่อนมาถึงเหตุการณ์แพร่ระบาดโควิด จะพบว่าตัวเลขส่งออกของประเทศเริ่มมีปัญหาแล้ว    
  2. ช่วงโควิด โดยเศรษฐกิจของไทย ตกลึกที่สุดในภูมิภาคนี้และเติบโตช้าที่สุด
  3. ปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นชัดจากอัตราเงินเฟ้อที่ตกลง แต่ดอกเบี้ยยังสูงขึ้น ประเทศไทยโตแบบไม่เท่ากัน จำนวนหนี้ครัวเรือนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในรอบ 10 ปี จาก 70% ต่อจีดีพี เป็น 91.6 % ต่อจีดีพี แสดงว่าคนจนกำลังยากจนลงเรื่อยๆ 

 

"เวลาเอาตัวเลขภาพรวมอาจจะดูไม่ชัด แต่คนทื่เดือดร้อน ถ้าลองถามประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เดือดร้อนแล้ว   เขาถือว่าวิกฤติ เพราะฉะนั้นอัตราการเกิดการกระทำที่ผิดกฎหมายจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จึงขอตอบว่าภาวะของประเทศอยู่ในวิกฤติซึมยาว จำเป็นต้องมีมาตรการในการแก้ไข" เลขาธิการนายกฯ กล่าว

ข่าวล่าสุด