ส่วนกรณีวุฒิสภาเตรียมรวมรายชื่อขอเปิดการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามมาตรา 153 ของรัฐธรรมนูญ ตอนนี้ก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง และยังไม่เห็นรายละเอียดว่า สว. ส่วนใหญ่ติดใจเรื่องอะไร จึงต้องขอความชัดเจนก่อน เพราะต้องใช้รายชื่อ สว. 84 คน ลงนามเพื่อเปิดอภิปราย ซึ่งไม่ใช่น้อย
"ก่อนหน้านี้ก็ได้พูดคุยกับเพื่อน สว. บางคน บอกว่า รัฐบาลชุดที่แล้วทำงานมา 4 ปี ทำไม สว. ไม่เปิดอภิปรายเลย รัฐบาลชุดนี้ทำงานมา 3 เดือนกว่า กลับเปิดอภิปรายแล้ว ก็ต้องดูประเด็น ว่าจะใช้มาตรานี้หรือไม่" พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว
ส่วนจะให้เวลารัฐบาลทำงานนานแค่ไหนนั้น ขอให้สิ้นปีงบประมาณนี้ไปก่อน แต่พวกตนก็คงไปก่อนเหมือนกัน ทั้งนี้ ส่วนตัวมองว่า การเปิดอภิปรายตอนนี้ยังเร็วไป
เมื่อถามย้ำว่า จะเป็นการทิ้งทวนของ สว. หรือไม่ พล.อ.เลิศรัตน์ ตอบติดตลกว่า "ผมไม่มีทวนที่จะทิ้ง"
"สถิตย์"จวก รบ. จัดงบสวนทางนโยบายไม่ทำศก.โต
ด้าน "นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์" สว. กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณปี 2567 ของรัฐบาลนั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ เพราะมีเวลาในการมาดูแลงบจำกัด ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ฟังดูแล้วไม่สมเหตุสมผลมากนัก เพราะในหลักการ เวลาที่ผ่านมา 100 กว่าวัน จะสังเกตเห็นว่า รัฐบาลขยันทำงานมากแต่ไม่ได้ให้เวลาเพียงพอในการดูแลงบประมาณซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการบริหารประเทศ
ทั้งนี้ เมื่อมองภาพรวมนอกจากที่ไม่ได้นำนโยบายสำคัญ มาบรรจุในงบประมาณแล้ว ยังไม่ได้มองในระยะปานกลางหรือยาว ที่จะทำให้ประเทศไทยพัฒนาขึ้นกว่าเดิม เพราะเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย คือ ต้องการให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือหลายคนใช้คำว่าพ้นจากประเทศกับดักรายได้ปานกลาง
" ณ เวลานั้นประเทศไทย จะต้องเติบโตพัฒนาอย่างน้อยร้อยละ 5 ต่อปี ถึงจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้ในปี 2580 แต่จากการคาดการณ์งบประมาณปานกลางของรัฐบาล ปรากฏว่ายังไม่ถึงร้อยละ 5 ต่อปี แม้ในรายจ่ายงบประมาณจะมีการกำหนดไว้ว่า จะทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องไปอีกประมาณร้อยละ 3.4 ต่อปี ไปจนถึงปี 2570 ก็ตาม แต่ไม่ได้แสดงนัยยะอะไรที่ให้เห็นว่าการทำงบประมาณเหล่านั้นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้โตได้ถึงร้อยละ 5 เพื่อเป็นพื้นฐานในการนำไปสู่ยุทธศาสตร์ของการทำให้ประเทศไทย ไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว" นายสถิตย์กล่าว
อย่างไรก็ดี เพราะงบการลงทุนมีเพียงร้อยละ 20.6 เท่านั้น และงบประมาณส่วนใหญ่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนหนทางเป็นหลัก แต่เรื่องอื่น ๆ ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาประเทศ ก็สำคัญเช่นเดียวกัน ฉะนั้น ควรสร้างความสมดุลของโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อทำให้ประเทศพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจในอนาคตข้างหน้า ด้วยระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ เพิ่มเติมจากระบบปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน งบที่น่าสังเกต คือ งบการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ที่ควรให้งบประมาณกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีรายได้น้อยมากกว่าให้งบประมาณกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีรายได้ดีอยู่แล้ว และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีรายได้ดีอยู่แล้วหาทางจัดเก็บรายได้ของตนเองให้มากขึ้น หากโครงสร้างของงบประมาณยังเป็นอย่างนี้ การปกครองส่วนท้องถิ่นก็ไม่เต็มศักยภาพ การกระจายไปสู่ท้องถิ่นที่ยากจน ก็เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น โครงสร้างจึงต้องรื้อกันขนานใหญ่ เพื่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ