svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ต่างประเทศ

ลอเรนซ์ หว่อง สาบานตนเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของสิงคโปร์

ลอเรนซ์ หว่อง สาบานตนรับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของสิงคโปร์ โดยเป็นการถ่ายโอนอำนาจครั้งแรกในรอบ 20 ปี หลังจาก ลี เซียน ลุง สร้างความสำเร็จมากมายให้กับประเทศ และปูทางสู่อำนาจอย่างมั่นคงให้ผู้นำคนรุ่นใหม่

ลอเรนซ์ หว่อง สาบานตนเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของสิงคโปร์

ลอเรนซ์ หว่อง รองนายกรัฐมนตรี วัย 51 ปี สาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบประธานาธิบดี (อิสตานา) ในค่ำวันพุธที่ 15 พฤษภาคม 2566 สืบทอดอำนาจจากลี เซียน ลุง วัย 72 ปี ที่ประกาศเมื่อเดือนเมษายนว่าจะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังปกครองประเทศมายาวนาน 20 ปี

การลาออกของนายลีถือเป็นการสิ้นสุดอำนาจของตระกูลลี โดยก่อนหน้านี้ ลี กวน ยู บิดาของเขาที่เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับสิงคโปร์ตลอดระยะเวลา 31 ปี

ลอเรนซ์ หว่อง สาบานตนเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของสิงคโปร์

ลอเรนซ์ หว่อง สาบานตนเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของสิงคโปร์

นายหว่อง กล่าวหลังสาบานตนว่า เขาเป็นนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์คนแรกที่เกิดหลังสิงคโปร์ได้รับเอกราช และกลุ่มแกนนำรุ่นที่ 4 ของพรรคกิจประชาชนส่วนใหญ่เกิดหลังปี ค.ศ. 1965 เช่นกัน พวกเขาจะสามารถทำงานร่วมกันให้สิงคโปร์ก้าวสู่จุดที่ทุกคนในสังคมประสบความสำเร็จในแบบของตัวเอง

นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของเขาสาบานตนรับตำแหน่งในวันเดียวกัน โดยมีการเปลี่ยนตัวบุคคลเพียงเล็กน้อย สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องและเสถียรภาพ โดยนายหว่องจะยังคงควบตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง และแต่งตั้ง กัน คิม ยอง เป็นรองนายกรัฐมนตรี ส่วนอดีตนายกรัฐมนตรีลีจะยังอยู่ในรัฐบาลในฐานะรัฐมนตรีอาวุโส

หว่องมีพ่อเป็นผู้อพยพมาจากจีน และแม่เป็นครู จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์จากสหรัฐฯ เคยทำงานในหน่วยงานภาครัฐหลายปี  รวมทั้งเคยเป็นเลขานุการส่วนตัวของอดีตนายกรัฐมนตรีลี ก่อนเข้าสู่การเมืองในปี 2554  เคยดำรงตำแหน่งเกี่ยวกับกลาโหม การศึกษา การสื่อสาร วัฒนธรรม ชุมชนและเยาวชน

เขามีบทบาทโดดเด่นในช่วงการต่อสู้กับการระบาดของโควิด-19 จากการทำงานร่วมกับรัฐมนตรีสาธารณสุขและรัฐมนตรีการค้าและอุตสาหกรรม เขาได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคกิจประชาชนรุ่นที่ 4 เมื่อเดือนเมษายน 2565 ทำให้เป็นตัวเต็งที่จะสืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีลีประกาศในการประชุมพรรคเมื่อปลายปีที่แล้วว่า อยากส่งต่ออำนาจให้นายหว่อง ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2568 

นักวิเคราะห์ เชื่อว่า ภารกิจสำคัญอันดับแรก ๆ ที่นายหว่องจะต้องเร่งแก้ไข คือ ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น การสร้างความมั่นคงทางอาชีพ โครงการที่อยู่อาศัยที่มีราคาสามารถจับจ่ายได้