น.ส. แพทองธาร กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งและมีส่วนร่วมกับนโยบายนี้ ซึ่งจากการเยี่ยมชมความพร้อมในการให้บริการประชาชน ก็ขอชื่นชมบุคลากรทุกท่าน ซึ่งทำให้มีกำลังใจมากๆ ว่านโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ จะสามารถอำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนได้มากขึ้นอีก จากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ริเริ่มดำเนินการเมื่อ 22 ปีที่แล้วโดยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ที่นำโดยอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งพี่น้องประชาชนทุกคนเคยใช้และได้ประโยชน์ วันนี้ถึงเวลาแล้วที่จะอัพเกรดให้ดีขึ้น และสะดวกกับพี่น้องประชาชนมากขึ้น
วันนี้รู้สึกดีใจมากๆ ที่ไ่ด้เห็นการพัฒนาและความก้าวหน้าของนโยบายนี้ ทำให้มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็นการทำให้ชีวิตของพี่น้องประชาชนดีขึ้นจริงๆ ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมกันผลักดันนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคเมื่อ 22 ปีที่แล้ว ที่ทุกคนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ แต่วันนี้เราพิสูจน์แล้วว่าเป็นไปได้ และทำให้ชีวิตของทุกท่านดีขึ้นมาตลอด 22 ปีนี้
ต่อจากนี้รัฐบาลมีหน้าที่ทำให้นโยบายที่ดี ยิ่งดีขึ้น เพื่อทำให้ชีวิตประชาชนดียิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนี้รัฐบาลยังมีนโยบายดีๆ ที่จะผลักดันให้พี่น้องประชาชน ทั้งซอฟต์เพาเวอร์ เพิ่มตำแหน่งงาน การแก้ปัญหายาเสพติดเด็ดขาด การยกระดับราคาสินค้าเกษตรและอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งก็ขอขอบคุณพี่น้องประชาชน ที่ทำให้เราได้มีโอกาสมาทำให้ชีวิตพี่น้องประชาชนดีขึ้นอีกครั้ง
ด้าน นพ. ชลน่าน กล่าวว่า นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ เป็นนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาว่า จะต้องเริ่มต้นขับเคลื่อนภายใน 100 วัน ตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ซึ่งจะเป็นการวางภาพอนาคตระบบสาธารณสุขรูปแบบใหม่ เพื่อปิดช่องว่าง ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มการเข้าถึงบริการของประชาชน ภายใต้เป้าประสงค์หลัก ‘ยกระดับ 30 บาท รักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน’ ซึ่งรัฐบาลตั้งใจที่จะทำให้ ‘บัตรประชาชน เปรียบเสมือนบัตรสุขภาพ’ ของคนไทยทุกคน ที่จะสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาล ทั้งของรัฐ เอกชน คลินิกเอกชน ร้านยา ห้องแล็ป ห้องปฏิบัติการ รวมถึงร้านยาใกล้บ้าน
โดยในระยะแรก จะนำร่องใน 4 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด เพชรบูรณ์ นราธิวาส และแพร่ ซึ่งวันนี้เปิดพร้อมกันทั้ง 4 จังหวัด ในระยะที่ 2 ต้นเดือนมีนาคม จะขยายในอีก 8 จังหวัด คือ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สิงห์บุรี สระแก้ว หนองบัวลำภู นครราชสีมา อำนาจเจริญ พังงา และในระยะที่ 3 เมื่อเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลได้ครอบคลุม ก็จะขยายให้ครบทุกจังหวัด ภายใน 1 ปี
ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาโรงพยาบาลในรูปแบบเดิมไปสู่ระบบการให้บริการแบบดิจิทัล เพื่อให้พี่น้องได้รับความสะดวก เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพในทุกหน่วยบริการให้เป็นระบบเดียว ให้บริการสุขภาพในรูปแบบดิจิทัลเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด ในการยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน
จากนั้น น.ส. แพทองธารและคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมความพร้อมของร้านขายยา คลินิกเวชกรรม คลินิกทันตกรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานเอกชนที่ได้เข้าร่วมโครงการไว้ เพื่อแสดงความพร้อมของการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบอย่างแท้จริง ก่อนที่เวลา 17.00 น. จะร่วมพิธีเปิดงานนโยบาย ‘บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่’ ณ ลานสาเกตนคร อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด
ทั้งนี้ น.ส.แพทองธาร ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่ตรวจ เยี่ยมโครงการนำร่อง "30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว" ที่ จ.ร้อยเอ็ด ถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี ยืนยันว่า ไม่มีชื่อของตนเอง ส่วนใน 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้จะมีโอกาสนั่งตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่นั้น ยังไม่ทราบ ช่วงเวลานี้ขอทำงานเพื่อนโยบายต่างๆ ทั้ง Soft Power และ โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ โดยจะขอผลักดันเรื่องนี้ให้เต็มที่ ส่วนเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีอนาคตค่อยว่ากัน
"ปรับ ครม.ไม่มีชื่ออิ๊งค์ค่ะ ยืนยันไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้ ส่วนในอีก 4 ปีไม่ทราบเหมือนกัน แต่ในตอนนี้ไม่มีจริงๆค่ะ" น.ส.แพทองธาร กล่าว
เมื่อถามย้ำว่าถ้า ปรับ ครม.รอบนี้ ถ้ามีชื่อ "แพทองธาร ชินวัตร" พร้อมรับตำแหน่งหรือไม่ น.ส. แพทองธาร กล่าวว่า ไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้เกิดขึ้น และรู้สึกเซอร์ไพรส์มากถ้าจะมีชื่อ
"อิ๊งค์ไม่มีชื่อแน่นอน เซอร์ไพรส์มากนะ ถ้ามีชื่ออิ๊งค์อยู่ใน ครม." น.ส. แพทองธาร กล่าว
เมื่อถามว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ นายประเสริฐ จันทรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลและเศรษฐกิจเพื่อสังคม จะลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่แทน จะเป็นการการันตีตำแหน่งรัฐมนตรีให้กับบุคคลทั้ง 3 ตลอดอายุรัฐบาลหรือไม่นั้น น.ส. แพทองธาร กล่าวว่า เรื่องนี้ขอให้ถามนายกรัฐมนตรีเอง ตนเองไม่เกี่ยวข้อง
เมื่อถามถึงภาพรวมของการอภิปราย ร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ว่าพอใจและสะท้อนเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างไร น.ส. แพทองธาร กล่าวว่า พรรคยังไม่มีสิทธิ์ในการทำงบประมาณทั้งหมด แต่ถือว่าทุกฝ่ายทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ และขอให้กำลังใจคณะรัฐมนตรีและสส.ทุกคน ซึ่งเชื่อว่าทุกคนต่างตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
เมื่อถามถึงท่าทีของพรรคก้าวไกล ที่ไม่ค่อยอภิปรายโจมตีพรรคเพื่อไทย ในการอภิปรายงบประมาณครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณว่า ในอนาคตพร้อมที่จะจับมือตั้งรัฐบาลกันในอนาคตได้หรือไม่ น.ส. แพทองธาร กล่าวว่า "เป็นเรื่องของอนาคตค่ะ"
ขณะที่ นพ.ชลน่าน กล่าวเสริมว่า ขณะนี้เสียงในสภาฯถือว่าแน่นหนามาก ซึ่งได้รับเสียงถึง 314 เสียง แม้จะมีสส.ฝ่ายรัฐบาลบางคนลาป่วย แต่ก็ยังได้ สส.ฝ่ายค้าน จากพรรคไทยสร้างไทย เข้ามาเพิ่ม 3 เสียง
ส่วนกรณีกระแสข่าว 3 รัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย เตรียมลาออกจาก สส. นพ.ชลน่าน ชี้แจงว่า ทางพรรคเคยพูดคุยกันว่า แต่ละคนมีศักยภาพในการทำงาน ซึ่งบางท่านอยู่ใน 2 ตำแหน่งทั้งรัฐมนตรี และ สส. ก็อาจจะอยากเปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามา