เนชั่นทีวี

การเมือง

พิธา ออกลูกเกรงใจรัฐบาลเพื่อไทย ผลงาน 100 วัน ได้แค่วิเคราะห์ ไม่กล้าให้เกรด

15 ธ.ค. 2566 | tinakit_rat

พิธา ออกลูกเกรงใจรัฐบาลเพื่อไทย ผลงาน 100 วัน ได้แค่วิเคราะห์ ไม่กล้าให้เกรด

"พิธา" ออกอาการเกรงใจรัฐบาลเพื่อไทย ทำงาน 100 วันแรก ระบุ แค่วิเคราะห์ ยังไม่ให้คะแนน แจง มีทั้งข้อดีข้อเสีย อ้าง ไม่มีโรดแมป พร้อมหวังรัฐบาลรับฟังฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์

15 ธันวาคม 2566 ที่พรรคก้าวไกล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคก้าวไกล แถลงข่าววิเคราะห์การดำเนินงาน 100 วัน แรกของรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน (นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) ซึ่งมีทั้งข้อดี และข้อเสียว่า ยังประเมินเป็นเกรดไม่ได้ ทำได้อย่างมากแค่การวิเคราะห์ เพราะไม่มีโรดแมปออกมาว่า รัฐบาลจะทำอะไรที่ชัดเจน แต่มีหลายเรื่องที่เห็นว่า ทำได้ดีเช่นกันที่ช่วยเหลือแรงงานไทยและตัวประกันในอิสราเอล และการดูแล SME จึงถือว่า การทำงานของรัฐบาลผ่านบ้าง ไม่ผ่านบ้าง ซึ่งทำออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มีบางเรื่องทำได้ดีแล้ว ก็ขอให้ทำต่อบางเรื่องที่ทำแล้ว ยังมีข้อที่จะต้องพัฒนาและปรับปรุง ก็หวังว่ารัฐบาลจะรับฟังในการทำงานของฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์และฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน

โดยในเชิงของรัฐศาสตร์นั้น 100 วันแรก เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก โดยวิเคราะห์แบ่งเป็น 3 ประการ ดังนี้

ประการที่ 1 คือการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษาสัญญาที่ให้กับประชาชนก่อนมาเป็นรัฐบาล

ประการที่ 2 คือ โรดแมป 100 วันแรก ในการที่จะตามงานหรือสั่งงาน

ประการที่ 3 คือการบริหารความคาดหวัง ความเชื่อมั่นนักลงทุนจากต่างประเทศ แต่ก็เข้าใจว่ามีข้อจำกัดเรื่องเวลาและงบประมาณแผ่นดิน

ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ผลงานรัฐบาลเศรษฐาประกอบด้วยกรอบ 5 คือ

     1. คิดดีทำได้ การช่วยเหลือตัวประกันชาวไทยในอิสราเอล คือสิ่งที่รัฐบาลทำได้ดี, จัดหาวัคซีน HPV รัฐบาลทำได้ดี, การแก้ปัญหาหนี้ในระบบและนอกระบบ ผ่านการแถลง 2 ครั้งของนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐบาลเข้าใจว่าปัญหาคืออะไร ทั้งการอนุมัติงบเยียวยา 50,000 บาท ช่วยเหลือตัวประกันออกมา 23 คน อนุมัติสินเชื่อ คืนถิ่นให้กับกลุ่มแรงงาน พร้อมฝากช่วยเหลือกลุ่มตัวประกันที่ถูกกลุ่มฮามาสที่เหลืออีก 9 คนหวังว่ารัฐบาลจะไม่ลืมพวกเขา

     2. คิดไปทำไป การปรับเปลี่ยนไปมา ไม่ว่าจะเป็นที่มาของเงิน เทคโนโลยีที่ใช้ และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต และการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ รวมถึงเรื่องของโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งในนโยบาย แจกเงินดิจิทัล วอลเล็ต ที่มีกรรมเปลี่ยนมาแล้ว 4 ครั้ง จะเป็นการใช้งบประมาณที่เราลูกหลานต้องมาชดใช้ในอนาคต

รวมถึงเป็นการเบียดบังงบประมาณที่สามารถใช้แก้ปัญหาเรื่องอื่นๆในระยะยาวต่อได้ ซึ่งการที่รัฐบาลไม่คิดอย่างรอบคอบและเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทำให้เกิดความสับสนในสังคมและในกลุ่มของตลาดทุน สิ่งที่คาดหวังจากรัฐบาลคือ ต้องมีแผน 2 หากจะเอา ดิจิทัล วอลเล็ต ก็ไม่ควรที่จะต้องปรับเปลี่ยนอีกแล้ว แต่หากจะไม่เอาดิจิทัล วอลเล็ต ก็จะต้อง มีความชัดเจนในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาว

     3. คิดสั้นไม่คิดยาว เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าไฟ ค่าพลังงาน ค่าคมนาคม ลดค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย มีแต่มาตรการระยะสั้นและยังไม่เห็นมาตรการการแก้ปัญหาที่ต้นตอ เช่นเรื่องของการลดค่าไฟฟ้า ให้อยู่ที่ 3.99 บาท ต่อหน่วย หรือลดค่าโดยสาร รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ที่ตอนนี้ยังไม่เห็นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ต้นต่อ

     4. คิดใหญ่ทำเล็ก การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ หรือการบริหารการท่องเที่ยวผ่านวีซ่าฟรี และการลดความเหลื่อมล้ำให้กับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่ดินส.ป.ก. และค่าแรงซึ่งเราเห็นนายกรัฐมนตรีสั่งการ เมื่อไม่ได้ตัวเลขที่ควรจะเป็น หรือตัวเลขที่ได้สัญญากับพี่น้องประชาชนไว้ ซึ่งมีการแสดงออกถึงความไม่พอใจ โดยสิ่งที่รัฐบาลทำแล้วก็เป็นเรื่องที่ดี และมีความคล้ายคลึงกับนโยบายที่ก้าวไกลเคยเสนอไว้ ว่าคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ การเคาะงบประมาณ 5 พันล้านบาท สนับสนุน 11 อุตสาหกรรม หรือการทำ Winter festival และสงกรานต์ตลอดเมษายน

แต่สิ่งที่ควรจะเป็นคือ อยากเห็นการเสนอแก้กฎหมาย เช่น พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ เพิ่มเสรีภาพในการสร้างสรรค์ผลงาน หรือการแก้กฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ เพื่อลดขั้นตอนขออนุญาตกองถ่ายหรือจัดเฟสติวัล หรือการสนับสนุนการรวมตัวของแรงงานฟรีแลนซ์ รวมไปถึงการแก้กฎกระทรวงสุราก้าวหน้า เป็นต้น

     5. คิดอย่างทำอย่าง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการเมือง เช่น ร่างรัฐธรรมนูญ การทำประชามติที่มาของส.ส.ร. และไม่ชัดเจนว่าจะมีส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดหรือไม่ การปฏิรูปกองทัพ ทั้งนี้ค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่สภาฯสมัยที่แล้ว ในการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยมีความคิดที่เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับพรรคก้าวไกล แต่การกระทำตอนนี้ค่อนข้างตรงข้ามกับสิ่งที่เคยคิดไว้

โดยความคาดหวังการทำงานของรัฐบาลในปีหน้า ที่รัฐบาลควรมี Strategic Roadmap ที่ชัดเจน ที่ต้องการเห็นแผนการทำงานของรัฐบาล 1 ปี ต้องมีการทำงานอย่างเป็นมืออาชีพมากว่านี้  และในฐานะรัฐบาลผสมก็ต้องทำงานให้มีเอกภาพมากกว่านี้ และควรศึกษารายละเอียดของโครงการที่จะทำให้ดีเสียก่อนที่จะประกาศออกไป และต้องเป็นแผนที่ประชาชนและสื่อมวลชน สามารถติดตามกับการทำงานของรัฐบาลได้ และมี KPI ที่ชัดเจน

ผู้สื่อข่าวถามว่า สถานการณ์การเมืองในปีหน้า มีการวิเคราะห์ว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี จากนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นน.ส.แพทองธาร ชินวัตร และโครงการดิจิทัล วอลเล็ตจะไม่เกิดนั้น นายพิธา กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนทิศทางน่าจะเหมาะสมมากกว่าการหาทางลง เพราะประเทศไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่านี้ แต่ขอให้ปรับเปลี่ยนทิศทางมีเป้าหมาย และมีความเป็นมืออาชีพ ก็จะทำให้สถานการณ์ต่างๆที่ดูแล้วเหมือนร้อนในปีหน้า ก็จะเบาบางลงได้ และการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำในตอนนี้ควรให้โอกาส นายกรัฐมนตรีได้ทำงานก่อน ส่วนในอนาคตก็มีการประเมินสถานการณ์อยู่เรื่อยๆ แต่คงไม่เป็นสาระสำคัญในการแถลงวันนี้ (15 ธ.ค.)

ถามต่อว่า กรณีที่มีการประเมินว่า นายเศรษฐา ไม่ใช่เป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริง นายพิธา กล่าวว่า เห็นตัวอย่างเรื่องที่นายกรัฐมนตรีออกข้อสั่งการ ที่ไม่พอใจ ค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งหากเป็นตนก็จะไปดูสูตรการคำนวณ ซึ่งนอกจากจะสั่งงานว่าเอาเป้าหมายอย่างไร ก็ต้องส่งคนเข้าไปดูว่ากระบวนการว่าเกิดขึ้นอย่างไร ก็จะไม่มีเซอร์ไพร์สออกมาในหน้าข่าว หากมีการตามงานภายใน จึงอยากเสนอแนะนายกรัฐมนตรีว่า ไม่สามารถสั่งการลงไปแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทันที เพราะการบริหารราชการแผ่นดินไม่เหมือนกับเอกชน ที่จะต้องมีกระบวนการในการบริหารงานและให้คนไปติดตามว่า สิ่งที่สั่งการนั้นเป็นไปได้ทางกฎหมายหรือไม่ ถ้าเป็นไปไม่ได้จะต้องมีการปรับแก้อย่างไร

"โจทย์หินของรัฐบาล คือเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ GDP ที่ไม่แน่ใจว่าจะถึง 2% หรือไม่ เรื่องของดิจิทัล วอลเล็ต ที่อยู่ในกฤษฎีกา เรื่องของการท่องเที่ยวที่รายได้ไม่ถึง 4 แสนล้านบาทตามเป้าหมาย แม้จะมีคนมาท่องเที่ยว 27 ล้านคนก็ตาม การกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนที่คาดไว้ในระดับ 60% ดังนั้นวีซ่าฟรีตรงนี้ ก็ไม่เพียงพอ คำตอบนี้ขึ้นอยู่กับการทำงานของรัฐบาล หากฟังประชาชนบ้าง เพื่อนนักการเมืองบ้างว่า มีความจำเป็นว่าจะต้องทำงานแบบมีโรดแมป" นายพิธากล่าว

ข่าวล่าสุด