กำหนดเป้า 10 ชาติไทยบุกตลาดสร้างเศรษฐกิจประเทศย้ำการทูตต้องกินได้
23 พ.ย. 2566 | chairat_pat

"เศรษฐา" ฟังบรรยายสรุป"ทีมไทยแลนด์"กำหนดเป้าหมาย 10 ชาติ ขยับเศรษฐกิจประเทศ ย้ำการทูตให้จับต้องและกินได้ เพื่อสร้างประโยชน์ต่อประชาชน
การเมือง
23 พ.ย. 2566 | chairat_pat

"เศรษฐา" ฟังบรรยายสรุป"ทีมไทยแลนด์"กำหนดเป้าหมาย 10 ชาติ ขยับเศรษฐกิจประเทศ ย้ำการทูตให้จับต้องและกินได้ เพื่อสร้างประโยชน์ต่อประชาชน
23 พฤศจิกายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ทั่วโลกประจำปี 2566 โดยมี "นายเศรษฐา ทวีสิน" นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ร่วมรับฟังการบรรยายสรุปจาก 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย
ทั้งนี้ หลังจากระดมสมองร่วมกับทูตและได้ข้อสรุป โดยวันนี้ (23พ.ย.) ได้มานำเสนอสิ่งที่จะนำไปขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกให้เกิดผลเป็นรูปธรรมให้นายกฯ ซึ่งมี "นายปานปรีย์ พหิทธานุกร" รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ และ "นายภูมิธรรม เวชยชัย" รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ เข้าร่วมรับฟัง
โดยภายหลังการประชุม "นางกาญจนา ภัทรโชติ" อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า ได้มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายประเทศหลัก 10 ประเทศ ในการส่งเสริมการค้าแบ่งเป็น
ขณะเดียวกัน หลังจากนี้ ทั้ง 3 หน่วยงาน ก็จะร่วมกันทำงานส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงรุกในต่างประเทศ และประเทศไทยจะต้องมีการเจรจาทำความตกลงเขตการค้าเสรีให้เพิ่มขึ้นซึ่งเรื่องนี้ จะเป็นแต้มต่อการค้าการลงทุนในประเทศไทยต่อไป ส่วนความมุ่งหมายเป้าประสงค์การเข้าร่วมของสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เป็นการช่วยยกระดับมาตรฐานของประเทศไทยมากขึ้น ด้วยการใช้ประโยชน์จากกลุ่มภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับอาเซียนในเรื่องของตลาดอาเซียนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
ทั้งนี้ เพราะประเทศไทยมีประชากร 70 ล้านคน ในขณะที่ตลาดอาเซียนยังมีประชากรทั้งหมดประมาณ 700 ล้านคน ซึ่งอาเซียนเป็นตลาดใหญ่ โดยไทยจะใช้ความเข้มแข็งของอาเซียนในการส่งเสริมประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งจะใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ จากการที่ประเทศไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยง ทั้งเอเชียตะวันออกที่มีตลาดขนาดใหญ่ จีนเอเชียใต้ อินเดีย และภูมิภาคอาเซียน ที่มีการเจริญเติบโตอย่างเข้มแข็ง และต่อเนื่อง
"สิ่งสำคัญที่นายกฯ และรมว.ต่างประเทศ ให้ความสำคัญกับการทำงานแบบการมุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เราต้องมองว่าประชาชน คือ ลูกค้า ที่รัฐต้องให้บริการ และนายกฯได้ให้ตั้งคำถาม ว่าทำไมในทุกครั้งของการทำงาน จะมีผลเป็นรูปธรรมต่อประชาชนอย่างไร และไม่ยอมรับทัศนคติที่ว่า ทำไม่ได้ แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องดูว่ามีหนทางต่างๆ ที่จะบรรลุเป้าประสงค์ ที่เราต้องการได้อย่างไร" นางกาญจนา กล่าว
นอกจากนี้ ตลอด 3 วันที่ผ่านมา ถึงการประชุมได้มีการพูดคุยกับภาคเอกชน โดยได้รับฟังข้อคิดเห็นและความคาดหวังของภาคเอกชนไทย จากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และกลุ่มธุรกิจใหญ่ๆ ที่ขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศด้วย ซึ่งทุกหน่วยเห็นความสำคัญของการที่กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และ BOI เป็นเหมือนประตูหน้าต่างของประเทศไทย ที่จะนำจุดแข็งสิ่งดีๆของประเทศไทยไปให้ชาวโลกได้รับทราบ และนำสิ่งที่ดีๆ จากข้างนอกเข้ามาสู่ประเทศไทย และมีการพูดถึงเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยว แบบ Quick Wins หากสามารถส่งเสริมนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวในประเทศไทยได้ก็จะเกิดผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อประชาชนชาวไทยด้วย
"นายกฯ และนายปานปรีย์ ได้เน้นย้ำถึง ทางการทูตว่าจะต้องจับต้องได้เป็นการพูดที่กินได้ ดังนั้น การดำเนินการการทูตของเรา ขอให้ถามตัวเองเสมอว่า งานที่เราทำอยู่ จะเป็นประโยชน์อย่างไรกับประชาชน และจะช่วยสร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างไร" โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุ
สำหรับบรรยากาศก่อนการประชุมวันนี้นั้นนายกรัฐมนตรีได้ร่วมถ่ายภาพร่วมกับทูตพาณิชย์ที่ เอกอัครราชทูตอุปทูตและผู้แทนการค้าที่เข้าร่วมประชุม
"ก.พาณิชย์"ชู 7 มาตรการใช้เป็นจุดแข็งบุกตลาดเป้าหมาย
ขณะที่ นายภูมิธรรม เปิดเผยภายหลังรับฟัง "ทีมไทยแลนด์" โดย นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ระบุ 10 ประเทศเป้าหมาย ที่ 3 หน่วยงานเห็นตรงกัน ประกอบด้วย
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ มี 5 แนวทางสำคัญในการผลักดัน คือ
อย่างไรก็ดี หลังจากที่ทีมไทยแลนด์รับนโยบายจากนายกฯ ได้ทบทวนประเด็นต่างๆ เป็น 7C หรือ 7 มาตรการ ของกระทรวงพาณิชย์ ที่จะผลักดันนโยบายการทูตและเศรษฐกิจเชิงรุก
สำหรับจุดแข็งของกระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานเดียวในประเทศไทย ที่มีสำนักงานพาณิชย์จังหวัด 76 แห่ง มีหน่วยงานระหว่างประเทศ 98 แห่งทั่วโลก และให้ความสำคัญมากในการเชื่อมโยงการค้าภายในและภายนอกประเทศ เพื่อผลักดันสินค้าไทย โดยการค้าขายต้องจับต้องได้ และกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการเร่งด่วนแล้ว คือ
ขณะเดียวกัน นายกฯ ได้ชื่นชม 7C หรือ 7 มาตรการของกระทรวงพาณิชย์ และทีมไทยแลนด์ ที่จะช่วยให้คนไทยที่ออกไปค้าขายมีเกียรติมีศักดิ์ศรี พร้อมทั้งขอบคุณที่ช่วยผลักดันและอยากฝากอนาคตประเทศไว้ในมือของทุกคน