“รัฐบาลนี้เริ่มต้นไม่ทันไร ก็ทำให้ระบบเส้นสายเติบโตเสียแล้ว ไม่แปลกที่เราถึงได้เห็นองค์กรตำรวจเป็นแบบนี้ นี่ใช่มั้ยถึงไม่อยากใช้คำว่าปฏิรูป นี่ใช่มั้ยถึงไม่กล้ามาตอบกระทู้ในสภาฯ น่าผิดหวังมาก ผิดหวังแทนตำรวจชั้นผู้น้อยที่ไม่มีเส้นสาย” นายรังสิมันต์ กล่าวและกล่าวต่อ
เรื่องนี้จะต้องตรวจสอบอย่างแน่นอน นายกฯ เศรษฐาอย่าได้หนีการตรวจสอบ และเอาความจริงมาพูดว่า ตกลงฝากใครไปบ้าง ผู้กำกับคนไหนได้ตั๋ว สร.1 หรือตั๋วนายกฯ หรือตั๋วเพื่อไทย และตนขอเรียกร้องไปยังพี่น้องตำรวจช่วยกันส่งเรื่องนี้มาให้ด้วย ยืนยันจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้นิ่งเงียบเด็ดขาด
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ช่วงปลายเดือนกันยายน ซึ่งกำลังมีการคัดเลือก ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) คนใหม่ เกิดข่าวความไม่โปร่งใสในวงการตำรวจจำนวนมาก มีเสียงสะท้อนจากประชาชนต้องการให้เกิดการสังคายนาตำรวจอย่างจริงจัง แต่ ณ เวลานั้น นายกฯ เศรษฐา กลับบอกว่าไม่ควรใช้คำว่าสังคายนา เพราะตำรวจเป็นองค์กรที่มีเกียรติ
การสังคายนาตำรวจมีความจำเป็นมาก ไม่ใช่การลดเกียรติตำรวจ แต่เป็นการทำให้ตำรวจที่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา สามารถทำหน้าที่อย่างมีศักดิ์ศรี มีที่อยู่ที่ยืนในองค์กรตำรวจได้ ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อองค์กรตำรวจ การปล่อยสถานการณ์ไว้เป็นแบบปัจจุบัน มีแต่ทำให้องค์กรตำรวจถูกกลืนกินด้วยอำนาจมืด ผู้ที่เป็นนายกฯ จะไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบใดๆ ต่อความล้มเหลวในการปฏิรูปตำรวจได้เลย
จึงเรียกร้องต่อนายกฯ เศรษฐา ให้เร่งปฏิรูปตำรวจอย่างจริงจัง และในอนาคตเมื่อมีการเลือก ผบ.ตร. อีกครั้ง ก็ควรใช้วิธีดังต่อไปนี้ โดยอาศัย พ.ร.บ. ตำรวจปัจจุบันเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจของนายกฯ
(1) รอง ผบ.ตร. ที่ประสงค์จะเป็น ผบ.ตร. ให้ยื่นความจำนงต่อกรรมการที่นายกฯ ตั้งขึ้น พร้อมพอร์ตโฟลิโอผลงานต่างๆ
(2) ให้มีการแสดงวิสัยทัศน์สาธารณะ ให้ประชาชนได้เห็นว่าคุณมีวิสัยทัศน์อะไร ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ที่จะเป็น ผบ.ตร. มีแผนพัฒนาตำรวจอย่างไร โดยเฉพาะภายใต้กรอบระยะเวลาที่ตนเองเหลืออยู่
(3) ทำแพลตฟอร์มออนไลน์ให้พี่น้องตำรวจสามารถลงทะเบียนเพื่อโหวตเลือก ผบ.ตร. ได้ เพื่อให้นายกฯ ทราบว่าตำรวจส่วนใหญ่อยากให้ใครเป็น ผบ.ตร. โดยแพลตฟอร์มจะไม่สามารถระบุตัวตนตำรวจที่โหวต รู้แค่ว่าเป็นตำรวจ ซึ่งสามารถทำได้ในปัจจุบัน
ทั้ง 3 ข้อนี้จะนำไปสู่การติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง ให้ ผบ.ตร. รวมถึงตำรวจทุกตำแหน่ง ไม่ได้มาจากเส้นสาย ไม่ได้มาจากตั๋ว ไม่ได้มาจากการซื้อ เพื่อปูทางสู่การสร้างตำรวจที่จะต่อสู้กับอำนาจมืดทุกรูปแบบ
ขณะที่ นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวว่า เรื่องนี้สังคมทราบจากปากของนายเศรษฐา ว่ามีการฝากขอตำแหน่งกันได้ แต่ที่สำคัญของเรื่องนี้คือ นายกฯ กำลังทำผิดรัฐธรรมนูญ ที่มีเจตนารมณ์ป้องกันไม่ให้ สส. ก้าวก่ายแทรงแซงในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ตามมาตรา 185 รัฐธรรมนูญ กรณีนี้นายกฯ เป็นตัวการร่วมในการกระทำความผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายกฯ ต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้กระจ่างชัด
ทั้งนี้การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ต้องยอมรับว่ามีปัญหามาโดยตลอด สังคมหวังว่าจะดีขึ้น ทั้งๆที่ เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2566 นายเศรษฐา เคยกล่าวถึงเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายว่า “เป็นเรื่องน่าเศร้า ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ จะต้องมีความเป็นธรรม เรื่องการซื้อขายตำแหน่งต้องไม่มี” จากการที่นายกฯให้สัมภาษณ์กรณีที่เกิดเรื่องที่นครปฐมที่มีการยิงนายตำรวจเสียชีวิต
แต่วันนี้เราเห็นนายกฯ ประกาศอย่างภาคภูมิใจในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย ในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจที่ยอมรับถึงการฝากฝังแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง คำพูดนายกฯเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป เพราะหลายกรณี ประชาชนสิ้นหวัง ตำรวจน้ำดีหมดกำลังใจในการทำงาน อย่าไปหวังเรื่องการพัฒนาปฏิรูปตำรวจให้ดีขึ้น เพราะแม้แต่เรื่องคุณธรรม ในการแต่งตั้งจากผู้นำประเทศเป็นถึงนายกฯยังไม่มีเลย แล้วจะไปหวังอะไร
นายราเมศ กล่าวต่อน เรื่องนี้เชื่อว่าจะเป็นประเด็นสำคัญในทางการเมือง และ เชื่อว่า ปปช. จะเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ และจะเห็นว่านายกรัฐมนตรีมีปัญหาในเรื่องการสื่อสาร วันหนึ่งพูดอย่าง อีกวันพูดอย่าง การสื่อสารด้วยความรวดเร็วเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องเร็วบนพื้นฐานข้อมูลที่ยุติมั่นคงแล้ว โดยเฉพาะหลักคิดของนายกรัฐมนตรี เพราะนายเศรษฐา เป็นผู้นำประเทศไม่ใช่ลูกจ้างครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง ไม่เช่นนั้นความเสียหายจะเกิดขึ้นตามมาได้
ด้าน นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 185 (3) บัญญัติว่า สส.และ สว.ห้ามมีส่วนได้เสียและเกี่ยวข้อง ในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งตามที่นายกฯกล่าวในที่ประชุมพรรคเพื่อไทยว่า มีคนขอตำแหน่งผู้กำกับเข้ามามาก มีทั้งคนผิดหวังและสมหวัง ตนคิดว่า หากเรื่องนี้เป็นจริงตามนายกฯพูด นายกฯต้องบอกได้ว่า สส. คนไหนมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะหากขัดรัฐธรรมนูญ อาจพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยคณะกรรมาธิการจะเชิญ นายกฯ เศรษฐา เข้าให้ข้อมูลในเรื่องดังกล่าวว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรโดยมั่นใจว่า สส.ทั้ง 500 คน ยึดหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่แทรกแซงในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ
เมื่อถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการสะท้อนว่าตั๋วตำรวจยังมีอยู่ใช่หรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวว่า ตนจะไปวิจารณ์ว่ามีตั๋วตำรวจหรือไม่ ไม่ได้ แต่ต้องสอบถามนายกฯถึงสิ่งที่พูด ว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร มีเจตนาใดหรือ การพูดของนายกฯ เป็นคำกลอนพาไปพ่วงต่อกับเรื่องอื่นๆที่พูดก่อนหน้า โดยคณะกรรมาธิการเตรียมเชิญนายกฯเข้าชี้แจงในวันที่ 7 ธันวาคมนี้
"เป็นเรื่องไม่ปกติ เพราะห้าม สส.แทรกแซง การแต่งตั้งโยกย้าย เราไม่ใช่ผู้บริหารประเทศ เราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ห้ามแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายอยู่แล้ว แต่สิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดหากเป็นจริงเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยเดือดร้อนทั้งพรรค เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 185 (3)" นายชัยชนะ กล่าว
ส่วนจะนำเรื่องนี้ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อหรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวว่า ต้องดูข้อเท็จจริงหากมีหลักฐานจริงก็นำสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจได้