อย่างไรก็ตาม ทางคณะอนุฯต้องรอให้สภาฯเปิดสมัยประชุมก่อน เพื่อรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมด โดยตั้งใจว่าจะให้มีการระบุชื่อผู้ที่ตั้งคำถาม ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือสมาชิกบางคนอาจจะไม่เปิดเผยชื่อก็ได้ ต่อจากนั้น วันที่ 2 พ.ย. ทางคณะอนุฯจะไปพูดคุยกับ กมธ.พัฒนาการเมืองการสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี "นายพริษฐ์ วัชระสินธุ" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นประธาน หลังจากนั้นจะสอบถามกับ สส.ทั้งหมด 500 คน เพื่อความเห็นในเรื่องนี้ และในวันที่ 8 พ.ย. จะพูดคุยกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ทำเนียบรัฐบาล ทั้งนักเรียน นักศึกษาที่มีอายุเกิน 18 ปี
"เพราะรัฐธรรมนูญจะใช้กับรุ่นเขามากก่ว่ารุ่นเรา จากนั้นในวันที่ 14 พ.ย. จะต้องพูดคุยกับพรรคการเมืองที่เห็นต่างคือพรรคก้าวไกล ที่แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่แยกหมวด 1 หมวด 2 ขณะที่ในส่วนของรัฐบาลไม่แตะหมวด 1 หมวด 2" นายนิกร ระบุ
ทั้งนี้ ตนได้คุยกับ "นายชัยธวัช ตุลาธน" หัวหน้าพรรคก้าวไกลเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะไปคุยที่พรรคก้าวไกล จากนั้นวันที่ 15 พ.ย. ทางคณะอนุฯ ได้เชิญกลุ่มประชาชนจำนวน 14-15 กลุ่ม ประมาณ 80 คน ซึ่งมีทั้งกลุ่มไอลอว์ กลุ่มคนพิการ เป็นต้น โดยหารือกันที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งจะมี "นายภูมิธรรม เวชยชัย" รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการการศึกษาทำประชามติ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มต่างๆ คำถามที่จะถามต่อประชาชนคือ อยากให้แก้หรือไม่ รวมถึงให้เสนอประเด็นต่างๆได้ เพราะทางคณะอนุกรรมการไม่มีหน้าที่ที่จะต้องทำการแก้ไขรธน.ไม่ว่าจะแก้ทั้งฉบับหรือไม่ เราไม่มีหน้าที่แต่เป็นเรื่องของสภาร่างรัฐธณรมนูญ (ส.ส.ร.)หากมีการตั้งขึ้นก็จะเป็นผู้ดำเนินการ
ขณะเดียวกัน ทางคณะอนุฯ จะออกต่างจังหวัด เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนกลุ่มต่างๆ ทุกภาคทั่วประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นข้อสรุปเสนอไปยังรัฐบาลในต้นปีหน้า จากนั้นรัฐบาลก็จะนำไปกำหนดเป็นคำถาม อย่างไรก็ตามในส่วนของการทำประชามติ ยังมีปัญหาอยู่ว่าจะทำกี่ครั้ง หรืออย่างไร ซึ่งก็พยายามรวบรวมทั้งหมด โดยในวันที่ 24 พ.ย. จะสรุปเรื่องทั้งหมดครั้งแรก และในประมาณปลายเดือน ธ.ค. ก็จะสรุปให้เสร็จ และเสนอให้รัฐบาลต่อไป