ต่อมา ผูู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ อ้างว่า 1. คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น และคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดนี้ มีสาระสำคัญไม่ครบถ้วน ตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
กล่าวคือ ผู้ฟ้องคดีมิใช่ผู้เสีหหายตามมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว แต่ศาลมิได้พิจารณาถึงความเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดี ของผู้ฟ้องคดี จึงทำให้กระบวนพิจารณาคดีของศาลคลาดเคลื่อน และเอกสารที่ผู้ฟ้องคดี มีคำขอให้เปิดเผยเป็นข้อมูลข่าวสาร ที่ห้ามมิให้เปิดเผยตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 และมาตรา 15(2) (3) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 รวมทั้งอ้างคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด 2 คดี คือ คดีหมายเลขแดงที่ อ. 681/2560 กับคดีหมายเลขแดงที่ อร. 74/2564 แต่ศาลปกครองสูงสุด ได้วินิจฉัยเฉพาะคำพิพากษา คดีหมายเลขแดงที่ 74/2564
2. คำพิพากษาคลาดเคลื่อน ในการวินิจฉัยหลักกฎหมาย กล่าวคือ พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 36 วรรคสาม ห้ามมิให้เปิดเผย หรือเผยแพร่ข้อมูลรายงาน และสำนวนการตรวจสอบ สอบสวน ไต่สวน หรือไต่สวนเบื้องต้น รวมทั้งบรรดาเอกสารที่เกี่ยวข้อง กับการตรวจสอบ การสอบสวน การไต่สวน หรือการไต่สวนเบื้องต้นที่อยู่
ระหว่างการดำเนินการ จนกว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะได้พิจารณาและมีมติในเรื่องดังกล่าวแล้ว เว้นแต่จะเป็นการเปิดเผย เพื่อประโยชน์ในการไต่สวน หรือไต่สวนเบื้องต้น ทั้งนี้ ให้ถือเป็นความลับของทางราชการ ตามที่กฎหมายบัญญัติ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไป ในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร มายกเว้นมาตรา 36 แห่ง พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561
3. การไต่สวนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นการใช้อำนาจ ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ และเป็นการดำเนินงาน ตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงไม่เป็นคำสั่งทางปกครองตามคำวินิจฉัยของศาล ครั้งที่ 70/2566
ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่รับคำขอดังกล่าวไว้พิจารณา เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์ ที่จะขอพิจารณาคดีใหม่ ได้ตามมาตรา 75 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ต่อศาลปกครองสงูสุด
ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งที่ 1461/2566 และคำสั่งที่ 1462/2566 ยืนตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง โดยวินิจฉัยว่า ความเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนเสียหาย โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้จากการกระทำ หรืองดเว้นการกระทำ ของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ถือเป็นเงื่อนไขหนึ่งอันแสดงให้เห็นว่า ผู้นั้นเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ซึ่งศาลปกครองชั้นต้น ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในเรื่องดังกล่าว ในขั้นตรวจคำฟ้อง ก่อนที่จะมีคำสั่งรับคำฟ้อง ไว้พิจารณาแล้ว แม้ประเด็นการเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเงื่อนไขการฟ้องคดีปกครอง จะเป็นปัญหาข้อกฎหมาย อันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่กรณีไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์
ศาลปกครองสูงสุด ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามข้อ 92 ประกอบข้อ 116 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้ไม่มีประเด็นปัญหา เกี่ยวกับการเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเอง ก็มิได้ยกขึ้นโต้แย้ง ในกระบวนพิจารณาของศาลปกครองชั้นต้น และศาลปกครองสูงสุด ประกอบกับมาตรา 69 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
มิได้บัญญัติให้คำพิพากษา หรือคำสั่งชี้ขาดคดีของศาล จะต้องระบุถึงความเป็นผู้เดือดร้อน หรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อน หรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จะมีสิทธิฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด เมื่อคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ไม่ได้โต้แย้งการเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดี ของผู้ฟ้องคดี ทั้งในกระบวนพิจารณาของศาลปกครองชั้นต้น และศาลปกครองสูงสุดตามที่กล่าวมา
ศาลจึงไม่จำต้องยกขึ้นวินิจฉัย และระบุไว้ในคำพิพากษา กรณีดังกล่าวจึงไม่อาจถือได้ว่า
คำพิพากษาของศาล มีสาระสำคัญไม่ครบถ้วนตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ตามที่
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กล่าวอ้าง ซึ่งจะทำให้ศาลฟังข้อเท็จจริงผิดพลาด หรือมีพยานหลกัฐานใหม่ อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟ้องเป็นยุติแล้วนั้น เปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ หรือมีข้อบกพร้องสำคัญในกระบวนพจิารณาพิพากษา ที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่ง พ.ร.บ. เดียวกัน
ส่วนกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่า เอกสารที่ผู้ฟ้องคดี มีคำขอให้เปิดเผย เป็นข้อมูลข่าวสาร ที่ห้ามมิให้เปิดเผย ตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2562 และตามมาตรา 15 (2) (3) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 อีกทั้ง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ได้อ้างพยานหลักฐาน คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 681/2560 และคดีหมายเลขแดงที่ อร. 74/2564 โดยมิได้พิจารณาคดีหมายเลขแดงที่ อ. 681/2560 ซึ่งมีข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับคดีนี้
และการไต่สวนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ และเป็นการดำเนินงาน ตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญานั้น เห็นว่า ข้อกล่าวอ้างในการขอพิจารณาคดีใหม่ ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขแดงที่ อ.224/2566 ได้วินิจฉัยไว้แล้ว กรณีจึงเป็นการโต้แย้ง การใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน การพิจารณาข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลเท่านั้น กรณีดังกล่าวจึงไม่อาจถือได้ว่า มีข้อบกพร่องสำคัญ ในกระบวนการพิจารณาพิพากษา ที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (3) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง กล่าวอ้างแต่อย่างวด ดังนั้นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ศาลจะรับไว้พิจารณาได้