"นายกฯ" ขายของเก่ง กล่อม 5 เอกชนยักษ์ใหญ่จีนสำเร็จ มั่นใจเข้ามาลงทุนเพิ่ม
17 ต.ค. 2566 | tinakit_rat

ขายของเก่ง "นายกฯ" กล่อม 5 เอกชนยักษ์ใหญ่จีนประสบความสำเร็จ มั่นใจเข้ามาลงทุนเพิ่มในไทย เพราะเห็นจุดแข็ง พร้อมประกาศประเทศไทยเปิดแล้ว
การเมือง
17 ต.ค. 2566 | tinakit_rat

ขายของเก่ง "นายกฯ" กล่อม 5 เอกชนยักษ์ใหญ่จีนประสบความสำเร็จ มั่นใจเข้ามาลงทุนเพิ่มในไทย เพราะเห็นจุดแข็ง พร้อมประกาศประเทศไทยเปิดแล้ว
17 ตุลาคม 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สรุปภาพรวมการหารือกับภาคเอกชนของจีนว่า ได้มีการพูดคุยพบปะกับภาคเอกชน 5 บริษัท โดยมี นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมเจรจาด้วย โดยบริษัทแรก CITIC ซึ่งเป็นบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ ครอบคลุมธุรกิจภาคการเงินและอุตสาหกรรม และมีการลงทุนอยู่แล้วประเทศไทยในบางส่วน เขาสนใจในเรื่องของพลังงานสะอาด ซึ่งตรงกับที่ประเทศไทยมีความสนใจ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ เป็นบริษัทที่ผลิตล้อแม็กที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ถือเป็นความต้องการของรถไฟฟ้าด้วย ซึ่งตนได้ชี้แจงไปว่า ปัจจุบันไทยมี บริษัทที่ผลิตรถอีวี จากประเทศจีนถึง 4 ราย และอีก 2 รายกำลังรอที่จะตามเข้ามา ดังนั้นถ้าหากเขาตั้งโรงงานผลิตล้อแม็กที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ก็เป็นการประกันได้ว่าเขาจะมีธุรกิจต่อเนื่องได้ ซึ่งเขารับปากพูดคุยและจะดูต่อ
จากนั้นได้พบกับผู้บริหาร บริษัท CRRC Group ซึ่งเขามีเป้าประสงค์ที่การผลิตรถไฟฟ้า และ เชี่ยวชาญในเรื่องระบบรางมากที่สุดรายหนึ่งในโลก และเขาขายหัวรถจักรให้กับประเทศไทยอยู่แล้ว แต่ธุรกิจส่วนใหญ่นั้นอยู่ในประเทศจีน เนื่องจากมีความต้องการรถไฟฟ้าความเร็วสูง แต่เขาเห็นธุรกิจในการเติบโตในการส่งออกสูงมากขึ้นเรื่อยๆในต่างประเทศ เขาจึงหาช่องทางที่จะมาสร้างโรงงานผลิตรถไฟฟ้าที่ไทย ซึ่งตนก็แจ้งไปว่าเป็นเรื่องที่ดีและสอดคล้องกับที่ตนเดินทางมาที่จีน ที่มาดูเรื่องข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (One Belt One Road) ซึ่งจะเป็นการทำเรื่องโลจิสติกส์ รถไฟความเร็วสูง ที่จะมาจากจีน ลาว และมาถึงประเทศไทย ซึ่งหากเขาสามารถมาสร้างโรงงานผลิตหัวรถจักรหรือขบวนรถไฟได้ที่ไทย ก็จะเป็นจุดส่งออกต่อไปให้ทั่วโลก
รวมทั้งตนได้แจ้งให้เขาทราบว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ได้อนุมัติให้มีการศึกษาการทำ “แลนด์บริดจ์” ซึ่งจะเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญ ในแง่ของโลจิสติกส์ที่จะเป็นท่าเรือในการขนถ่ายสินค้าไปอินเดีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ซึ่งเขามีท่าทีที่สนใจมากขึ้น เพราะการมีแค่ one Belt one Road ไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมด แต่การที่เราจะมีแลนด์บริดจ์ ทำให้เขามีความสนใจมากขึ้นอีก
บริษัทที่ 3 บริษัท Ping An Group ซึ่งประกอบกิจการด้านประกันภัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีธุรกิจทางด้านธนาคารด้วย มีเทคโนโลยี AI และมีธุรกิจเล็กๆในเมืองไทยอยู่ในปัจจุบัน CEO ของเขาเคยมาเมืองไทยตั้งแต่ปี 1990 มาเที่ยวและมีความประทับใจก่อนที่จะเดินทางไปฮ่องกงเสียอีก แต่การลงทุนยังน้อยอยู่ ตนจึงได้พูดติดตลกไปว่า มาเมืองไทยตั้งนานแล้วแต่ทำไมลงทุนน้อยจัง รู้สึกน้อยใจอยู่บ้างว่า มาเมืองไทยแต่ทำไมยังลงทุนน้อยอยู่ จึงพยายามหาโอกาสให้เขาเข้ามาลงทุนมากขึ้น
เพราะการลงทุนด้านประกันชีวิตของเรา ยังมีช่องว่างในการเติบโตอีกมาก ลองให้เขามาดูว่า จะสามารถซื้อบริษัทในประเทศไทยได้หรือไม่ เป็นลักษณะการเขย่งก้าวกระโดดในแง่การเจริญเติบโต โดยบริษัทมีความประสงค์ที่จะทำเกี่ยวกับเรื่องยาและสุขภาพด้วย เพราะปัจจุบันประเทศจีนมีปัญหาในเรื่องของสังคมสูงวัย ซึ่งเหมือนกับประเทศไทย เขาก็รับปากว่า จะช่วยดูว่าจะมาลงทุนได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร ปัจจุบันเขามีการลงทุนกับภาคเอกชนบ้างแล้ว แต่ยังไม่ใหญ่พอ
จากนั้นได้พบกับบริษัท Xiaomi ซึ่งเป็นบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกบริษัทหนึ่ง มีธุรกิจสมาร์ทโฟนอยู่ในลำดับ 1-3 และมีการตั้งสำนักงานใหญ่ในภูมิภาคนี้ที่ประเทศไทย แต่ยังไม่มีฐานผลิต หน้าที่ของตนคือ พยายามให้เขาติดต่อเข้ามาเพื่อสร้างฐานการผลิต เพราะตนได้ยืนยันไปว่า เรื่องโลจิสติกส์การขนถ่ายสินค้าของเราออกไปทั่วโลก อนาคตของเราจะดีมาก One Belt One Road และจะมีเรื่องของแลนด์บริดจ์ ในอนาคตด้วย จึงอยากให้เขาพิจารณามาตั้งโรงงานทั้งการผลิตสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ซึ่งเขายินดีที่จะศึกษา แต่ระยะสั้นยังมีปัญหาในเรื่องการขอใบอนุญาตและเรื่องเกี่ยวกับการออกใบ มอก. และ อย. รวมทั้ง กสทช. ซึ่งเขาฝากให้ตนช่วยผลักดันในเรื่องดังกล่าว
สุดท้ายบริษัทที่ได้พบ บริษัท Alibaba International Digital Commerce Group ซึ่งเป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีสำนักงานอยู่ในไทยแล้วผ่านบริษัท Lazada มีการซื้อขายในระดับที่สูงมาก มีการนำสินค้าจากทั่วโลกเข้ามาขาย แต่ตนก็ได้ฝากว่าจุดสำคัญที่สุดจุดหนึ่ง อยากให้เขาเป็นตลาดซื้อขายบนออนไลน์ เอาสินค้าไทยที่เป็นเอสเอ็มอีกระจายขายทั่วโลกให้มากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีไทย ซึ่งเขารับปากว่าจะดูแลให้
นอกจากนี้เขายังมีธุรกิจในเรื่องของออนไลน์ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวโดยมีแพลตฟอร์มที่ชื่อ Fliggy หรือหมูบิน ที่เป็นแพลตฟอร์มท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดอันหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันส่งนักท่องเที่ยวมาเมืองไทยประมาณร้อยละ 30 ซึ่งถือว่าเยอะมาก ปัจจุบันมีสำนักงานย่อยแล้วที่เมืองไทย โดยมีพนักงาน 3-4 คน ซึ่งได้มีการแนะนำให้เราทำในเรื่องของความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวจีน ทั้งเรื่องการออนไลน์ต่อตรงกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้น ซึ่งตนได้บอกว่าว่าจะให้เจ้าหน้าที่ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ไปติดต่อและพัฒนาระบบที่จะเชื่อมต่อความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวจีนด้วย
“เข้าใจว่า จากการพบปะพูดคุยทั้ง 5 บริษัท ประสบความสำเร็จดี และเขาเข้าใจในเจตนารมณ์ของประเทศไทยดีขึ้น ว่าการที่เรามา One Belt One Road นี้ เพื่อชี้แจงในเรื่องของโลจิสติกส์ ที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทยในอนาคต รวมทั้งได้มีโอกาสพูดคุย แผนอนาคตที่จะขยายในเรื่องของแลนด์บริดจ์ รวมทั้งจุดโน้มน้าวที่จะให้เขาเข้ามาลงทุน โดยมีมาตรการทางด้านภาษีสนับสนุนด้วย ซึ่งทุกคนดีใจและกระตือรือร้นที่จะเข้ามาทำธุรกิจมากขึ้น เพราะประเทศไทยได้เปิดแล้ว” นายกฯ กล่าว