ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรี ประกาศจะแจกเงินดิจิทัลแก่ประชาชนในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นั้น ขอตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลจะนำเงินมาจากแหล่งใด เพราะในเวลาดังกล่าวพระราชบัญญัติงบประาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ยังไม่มีผลใช้บังคับ และจะมีผลใช้บังคับได้ ในเดือนเมษายน 2567 ดังนั้น รัฐบาล จะใช้วิธีการกู้เงินจากธนาคารของรัฐ หรือธนาคารออมสินหรือไม่ และเงินกู้ดังกล่าว ก็ถือเป็นเงินแผ่นดิน โดยการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน ก็จะต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายฯ, พระราชบัญญัติว่าด้วยวิธีงบประมาณฯ, พระราชบัญญัติว่าด้วยการโอนงบประมาณฯ, พระราชบัญญัติว่าด้วยเงินคงคลัง
และพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยการเงิน-การคลังของรัฐ ที่กำหนดว่า หน่วยงานรัฐจะก่อหนี้ผูกพันธ์ หรือจ่ายเงินได้ ต้องอาศัยอำนาจที่มีตามกฎหมายเท่านั้น ฉะนั้น นโยบายเงินดิจิทัลนี้ หากจะกู้จากธนาคารออมสิน หรือจะให้ธนาคารออมสินดำเนินการ จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติวินิยการเงิน-การคลังอย่างเคร่งครัด
นายเฉลิมชัย ยังเตือนให้รัฐบาล ระมัดระวัง เพราะขณะนี้ มีหลายหน่วยงานเตรียมตรวจสอบแล้ว โดยเฉพาะสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ที่ผู้ว่า สตง. สามารถเสนอผลการตรวจสอบ การใช้งบประมาณของรัฐที่เกิดความเสียหาย เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ คตง., กกต. และ ป.ป.ช. เพื่อจัดทำรายงานความเห็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ขณะเดียวกัน ก็ยังมีผู้ไปยื่นร้องเรียนนโยบายดังกล่าวต่อผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว และกรรมการ ป.ป.ช. ก็ได้ตั้งคณะกรรมการติดตามตรวจสอบโนยบายดังกล่าวโดยตรง
ทั้งนี้นโยบายดังกล่าวยังมีข้อสงสัยมากมาย ทั้งจะนำแหล่งงบประมาณใดมาใช้ดำเนินโยบาย และเหตุใดไม่แจกเงินสดให้ประชาชนโดยตรงเข้าบัญชีธนาคาร เพื่อไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการแลกเหรียญดิจิทัล และค่าจ้างทำบล็อกเชนอีก รวมทั้งหากประเทศประสบภาวะเงินเฟ้อ ก็จะส่งผลกระทบต่อหนี้สาธารณะของประเทศด้วย และยังไม่เชื่อว่า การแจกเงินดิจิทัลรวมงบประมาณ 560,000 ล้านบาทแล้ว จะทำให้ระบบเศรษฐกิจหมุนถึง 3 รอบ และนายกรัฐมนตรี เคยสอบถามพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งภูมิใจไทย พลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ บ้างหรือยังว่า พร้อมสนับสนุนนโยบายดังกล่าวหรือไม่
นายเฉลิมชัย ได้กล่าวถึงกรณีที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไปปลุกระดมมวลชนที่จังหวัดพิษณุโลกว่า อย่าให้ใครมาคัดค้านเงินดิจิทัลนั้น ขอตั้งคำถามถึงการพูดของนายกรัฐมนตรี เป็นการพูดให้ประชาชนขัดแย้งกันเอง สร้างความแตกแยก เหมาะสมหรือไม่ และเหตุใดพรรคเพื่อไทย ถึงไม่คิดวิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่า ความเสี่ยงอย่างรอบด้าน และความรอบคอบก่อนใช้เป็นนโยบายหาเสียง เพื่อให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง รวมถึงพระราชบัญญัติวินัยการเงิน-การคลังของรัฐ
“กกต.ควรจะต้องกำหนดกลไกความรับผิดชอบของพรรคการเมือง ต่อนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง โดยไม่ได้มีการวิเคราะห์ผลกระทบความคุ้มค่า และความเสี่ยงอย่างรอบด้านตามรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และพระราชบัญญัติวินัยการเงิน-การคลังให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเสียหายของเศรษฐกิจประเทศ และหวังว่า กกต.จะไม่ปล่อยให้มีนโยบายลักษณะดังกล่าวอีกในการเลือกตั้งต่อไป”นายเฉลิมชัย กล่าวในที่สุด